Showing posts with label Thai news. Show all posts
Showing posts with label Thai news. Show all posts

แจกสูตรเด็ดอาหารปักษ์ใต้ ผัดสะตอกุ้ง รสเด็ดถึงใจ

1:43 AM 0
แจกสูตรเด็ดอาหารปักษ์ใต้ ผัดสะตอกุ้ง รสเด็ดถึงใจ

สิ่งที่ต้องเตรียม



1. น้ำมันพืชสำหรับผัด

2. กุ้งสดปอกเปลือกผ่าหลัง 100 กรัม

3. หมูสับ 100 กรัม

4. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

5. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

6. สะตอ แกะเปลือก 100 กรัม

7. กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ

8. หอมแดง 2 หัว

9. กุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ

10. กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ

11. พริกขี้หนู 10-15 เม็ด

12. น้ำพริกแกงที่โขลกเตรียมไว้ 4 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

1. นำกระเทียมกับหอมแดง และกุ้งแห้งมาโขลกให้เข้ากันจนละเอียด จากนั้นใส่กะปิ และพริกขี้หนูลงโขลกให้เข้ากัน ก็จะได้เป็นน้ำพริกแกงที่โขลกเตรียมไว้

2. นำน้ำมันพืชใส่ลงในกระทะ ตามด้วยน้ำพริกแกงที่โขลกเตรียมไว้แล้วในข้อ1ลงผัดจนหอม ใส่หมูสับ และกุ้งลงไปผัดจนสุก

3. จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ และน้ำปลา

4. นำสะตอใส่ลงไปผัดจนสุก ตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ


หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ก็ได้รู้ถึงสูตรผัดสะตอกุ้งรสเด็ดถึงใจกันแล้ว ที่สุดแสนจะทำง่ายและวัตถุดิบก็หาซื้อได้ง่ายอีกด้วย แล้วจะรออะไรกันอยู่ เย็นนี้จัดเป็นเมนูบนโต๊ะอาหารกันได้เลย

ที่มา...http://www.khaoza.net

http://www.share-si.com/2016/05/blog-post_15.html


รู้หรือไม่ !! การไหว้พระขอพร ห้ามขอใน 10 สิ่งต่อไปนี้ จะไม่ดีต่อตนเอง ไม่เป็นมงคล

1:15 AM 0
1.ไม่ขอ…ให้ไร้โรคภัย
ไม่มีทางเป็นไปได้ กายสังขารประกอบด้วยธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ อีกทั้ง หนี้บาปเวรกรรม จะให้ไร้โรคภัยเป็นไปไม่ได้ หากอาบน้ำมนต์ และสะเดาะเคราะห์ช่วยให้หายจากโรคภัย แล้วใยโรงพยาบาลจึงเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด





2. ไม่ขอ…ให้การงานราบรื่น
เป็นไปไม่ได้ ความคิดของคนเราไม่เหมือนกัน มากคนมากความ เราคิดอย่าง คนอื่นคิดอย่าง หากเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ยิ่งจะต้องเข้าใจว่า ไม่เจอ… “ปัญหา”… “ปัญญา…” จึงไม่บังเกิด”
3. ไม่ขอให้ใจสงบ
ใจอยู่กับเรา จะขอพระให้สงบได้อย่างไร? อยากให้ใจสงบต้องรู้”ปล่อยวาง” ด้วยตนเอง
4. ไม่ขอให้ตนเองได้ผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว
คนเราเกิดมาตามบุญทำกรรมแต่ง หากทุกคนขออย่างนี้แล้วพระก็ให้ มิใช่ว่าพระก็เลือกที่รักมักที่ชังดอกหรือ?
เบื้องบนทรงยุติธรรม ขอเพียงลงแรงลงใจทำ ผลเป็นอย่างไรจงน้อมยอมรับ
5. ไม่ขอให้ไร้มารผจญ
ผู้บำเพ็ญปฏิบัติ หากปราศจากมารทดสอบแล้ว จะสำเร็จ”พุทธะ” ได้อย่างไร?
ดังคำกล่าวที่ว่า “มารไม่มี บารมีไม่เกิด” เจอมารผจญครั้งหนึ่งก็เป็นการสร้างบารมีขั้นหนึ่ง
6. ไม่ขอให้ทุกสิ่งสมหวังดั่งใจ
คนบำเพ็ญ หากทำการใดก็ราบรื่นสมหวังดั่งใจ จะกลายเป็นอุปสรรคของ “การบำเพ็ญ” สมหวัง หรือ ผิดหวังทุกสิ่งอย่างมีเหตุต้นผลตาม
7. ไม่ขอชื่อเสียงลาภยศ
พระพุทธะพระโพธิสัตว์ล้วนละทิ้งชื่อเสียงลาภยศ ในเมื่อพระองค์เองยังไม่ทรงปรารถนา แล้วจะประทานสิ่งเหล่านี้ให้เราได้อย่างไร? คนที่ขอแล้วได้นั่น เป็นเพราะบุญเก่า แต่ชื่อเสียงลาภยศ ทำให้ผู้บำเพ็ญดี กับ ดีแตกก็มากมาย
8. ไม่ขอให้ใครทดแทนคุณ
ทำบุญแล้วหวังผลเป็นทางแห่งมิจฉา ทำบุญทำทานเพื่อทำนุบำรุงศาสนา เพื่อขจัดความตระหนี่ในจิตใจให้หมดไป เพื่อลบล้างหนี้บาปเวรกรรม
9. ไม่ขอให้เจอแต่ความยุติธรรม
พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “กัมมุนา วัตตติ โลโก สัตว์โลกทั้งหลายต้องเป็นไปตามกรรม” ถูกคนอื่นเอาเปรียบ ถูกคนอื่นใส่ร้าย ถูกคนอื่นรังแกฯ ก็เพราะเราคนทำกับเขาไว้ในอดีตชาติ ชาตินี้จึงต้องชดใช้คืนให้เขา
เจอความอยุติธรรมครั้งหนึ่ง ก็ชำระกันไปครั้งหนึ่ง เมื่อเผชิญกับความอยุติธรรม อย่าได้ปรักปรำโทษกล่าวหรือแช่งชักหักกระดูกฝ่ายตรงข้าม มิเช่นนั้น ก็จะผูกกันต่อไป ให้อโหสิกรรมต่อกัน กรรมส่วนนี้ย่อมคลายได้เอง
10. ไม่ขอให้ถูกหวยรวยแชร์
หากขอแล้วพระท่านให้ โลกนี้คงมีแต่คนร่ำรวย……
หากจะขอ จงขอให้ตน และผู้คนมีสติปัญญาในการแยกแยะถูกผิดดีชั่ว ขอให้มีความเมตตาต่อตนเอง และสรรพชีวิตอย่าได้เบียดเบียนต่อกันเลย ขอให้มีความหาญกล้าในการทำความดีเอาชนะจิตใจใฝ่ต่ำ ที่จะก่อกรรมชั่วให้ทั้งตนและผู้คนเดือดร้อน เช่นนี้จะดีกว่า

http://www.naarn.com/4292/


10 ลักษณะบ้านที่อยู่แล้ว มีแต่รวยกับรวย ! บ้านของคุณเป็นแบบนี้ไหม

12:54 AM 1
ลัษณะบ้านที่ดีตามหลักฮวงจุ้ยจะช่วยเสริมโชคลาภ และเสริมสิริมงคลแก่ดวงชะตาคนในบ้าน ช่วยให้อยู่ใปแล้วรุ่งเรืองร่ำรวยได้ วันนี้ ชี้ช่องรวย จึงนำลักษณะดังกล่าวมาฝากกันค่ะ




1. อยู่แล้วเฟื่องฟู

บ้านที่มีลักษณะเป็นตอนยาวลึก หรือเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าถือว่าเป็นฮวงจุ้ยที่ดีมาก เป็นบ้านแห่งความเป็นสิริมงคล ส่งเสริมให้ผู้ที่อยู่อาศัยคิดทำสิ่งใดก็ก้าวหน้า เฟื่องฟู มีแต่ความสุข ความอบอุ่น


2. ประตูเสริมโชค

บ้านที่มีประตูบ้านอยู่ทางซ้ายมือของตัวบ้าน ตามหลักฮวงจุ้ยเรียกว่า เป็นตำแนห่งมังกรเขียว ซึ่งเป็นลักษณะที่ดีมากของตำแหน่งประตูที่เปิดเข้า-ออกตลอดเวลา เพราะตำแหน่งที่ว่านี้ถ้าได้เคลื่อนไหวจะเสริมให้บ้านมีโชคลาภเข้ามา



3. ทางเดินเข้าบ้านเป็นพื้นราบต่อเนื่องเป็นปึกแผ่นเดียวกัน

ทำให้คนในบ้านมีความรักใคร่กลมเกลียวกัน



4. บันไดบ้านที่ดี

บันไดที่ดีของบ้านต้องมีจำนวนขั้นบันไดเป็นเลขคี่ถึงจะเป็นมงคล ตำแหน่งของบันไดบ้านที่ดี ควรจะอยู่ชิดที่ผนังด้านใดด้านหนึ่งของตัวบ้าน เพราะบันไดบ้านลักษณะดังกล่าวจะช่วยทำให้โชคลาภดี ส่งผลให้คนในบ้านมีความมั่งคั่งและเจริญก้าวหน้า



5. ทิศของบ้านเป็นมงคล

บ้านที่อยู่แล้วเป็นมงคลตามหลักฮวงจุ้ย คือบ้านที่ตั้งหันหน้ารับทางทิศใต้ซึ่งเป็นที่ว่าง เพราะจะมีกระแสลมที่ดีพัดพาแต่พลังอันเป็นมงคลเข้าสู่บ้าน ส่งผลทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยได้รับโชคลาภและอยู่อาศัยอย่างมีความสุข


6. ลักษณะบ้านทำเงินทำเลทอง

บ้านที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำ โดยที่ลักษณะของแม่น้ำนั้นโค้งโอบล้อมเข้าหาตัวบ้าน ถือได้ว่าเป็นฮวงจุ้ยที่ดีมากๆ ผู้ที่อยู่อาศัยจะได้รับพลังที่ดีคอยเกื้อหนุนอยู่ตลอด ทำให้พบแต่ความสุขและความสำเร็จรวมไปถึงความร่ำรวยมั่งคั่ง



7. บ้านที่อยู่แล้วมีความสมบูรณ์

ลักษณะของที่อยู่อาศัย ที่มีรูปทรงของด้านหลังกว้างกว่าด้านหน้า ตามหลักฮวงจุ้ย เรียกลักษณะนี้ว่ารูปทรงถุงทอง ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะที่ดี ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านแบบนี้จะได้รับโชคลาภ และพลังที่ดีคอยส่งเสริมอยู่เสมอทำให้มีแต่ความสุข ความสมบูรณ์ เกิดขึ้นในบ้าน



8. บ้านที่เขียวชอุ่ม อยู่แล้วเจริญรุ่งเรือง

บ้านที่มีความเขียวชอุ่มจากต้นไม้ที่ร่มรื่นรอบๆ บ้านถือว่าเป็นลักษณะที่ดีมากๆ เพราะตามหลักของฮวงจุ้ยนั้นถือ ว่าต้นไม้เป็นสัญลักษณ์ของความงอกงาม ความเจริญเติบโต ฉะนั้นบ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้ จึงได้รับพลังที่ดีคอยส่งเสริมให้มีแต่ความรุ่งเรือง ความก้าวหน้าอยู่เสมอ
9. สระน้ำมงคล

สระน้ำหน้าบ้านตามหลักฮวงจุ้ยถือว่าเป็นมงคลกับบ้านมากๆ เพราะสายน้ำจะช่วยส่งเสริมเรื่องความสมบูรณ์ร่ำรวยให้กับบ้าน และยังช่วยให้บ้านมีความสุขความร่มเย็นอีกด้วย



10. ปลูกต้นสนในบ้าน ช่วยเพิ่มชื่อเสียง

บ้านที่ปลูกต้นสนขนาบไว้ทางด้านซ้ายและขวาที่หน้าบ้าน จะช่วยเสริมให้บ้านเป็นมงคลขึ้น เพราะต้นสนตามหลักของฮวงจุ้ยนั้นจะสามารถเรียกพลังที่ดีเข้าสู่บ้านได้ ส่งเสริมให้บ้านมีโชคลาภ มีความรัก ความอบอุ่น และยังเสริมดวงการงานของคนในบ้านให้มีความสำเร็จมั่นคงพร้อมด้วยชื่อเสียง เงินทอง



ขอบคุณสาระดี ๆ จาก ชี้ช่องรวย
http://www.saraupdate.com/9334

10 ประโยชน์ของถั่ววอลนัท กินทุกวันลดคอเลสเตอรอลได้

11:26 PM 0
 อาหารลดคอเลสเตอรอล อีกชนิดที่ไม่ควรพลาด รู้ยังกินวอลนัททุกวันดีต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด

          คอเลสเตอรอลเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ควรมีในจำนวนมาก แต่ด้วยพฤติกรรมรับประทานอาหารตามใจปากอาจทำให้เราเผลอรับ



คอเลสเตอรอลเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่สูงเกินพอดีได้ ดังนั้นหลายคนจึงมองหาวิธีลดคอเลสเตอรอลในเลือดกันอยู่ ซึ่งจริง ๆ แล้วการลดคอเลสเตอรอลก็ไม่ได้ทำยากเกินความสามารถของเราหรอกค่ะ เพียงแค่กินถั่ววอลนัททุกวันก็ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้แล้ว แถมยังได้ประโยชน์อื่น ๆ จากถั่ววอลนัทตามนี้ติดไปด้วย


1. ลดคอเลสเตอรอล

          ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเผยว่า วอลนัทอุดมไปด้วยโฟเลท วิตามินอี และไขมันชนิดดี ที่แม้จะเป็นถั่วที่ให้แคลอรีค่อนข้างสูง แต่กลับไม่พบว่าวอลนัทเป็นส่วนเร่งน้ำหนักตัวให้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด 

          นอกจากนี้นักวิจัยจาก Yale University Prevention Research Center ก็ได้เผยข้อมูลการทดลองมาว่า กลุ่มอาสาสมัครที่รับประทานวอลนัทจำนวน 2 ออนซ์ หรือประมาณ 56 กรัม เป็นประจำทุกวันในระยะเวลานาน 6 เดือน จะมีระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะไม่ได้คุมอาหารอื่น ๆ ร่วมด้วยเลยก็ตาม 

          ดังนั้นนักวิจัยจึงการันตีว่าวอลนัทสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้จริง และจะดีมากหากรับประทานวอลนัทประมาณ 1 กำมือต่อวัน

2. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

          วอลนัทเป็นพืชตระกูลถั่วที่อุดมไปด้วยโปรตีน มีไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งนอกจากจะช่วยลดระดับของคอเรสเตอรอลแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ สอดคล้องกับงานวิจัยที่ระบุว่าวอลนัทเป็นพืชตระกูลถั่วที่มีประโยชน์มากสำหรับหัวใจ อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยปกป้องเยื่อบุหลอดเลือดแดงที่อาจเกิดการอุดตันจนทำให้หัวใจวายได้อีกต่างหาก

 3. ช่วยลดน้ำหนัก

          วอลนัทปริมาณ 1 ออนซ์ หรือราว ๆ 28 กรัม มีปริมาณไฟเบอร์อยู่ 2 กรัม โปรตีน 4 กรัม และกรดไขมันโอเมก้า 3 2.5 กรัม จึงนับว่าเป็นอาหารที่ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องได้ โดยเฉพาะคนที่กำลังควบคุมอาหาร การรับประทานวอลนัทสัก 1 กำมือต่อวันจะช่วยให้คุณคอนโทรลแคลอรีของอาหารที่จะกินเข้าไปได้ดียิ่งขึ้น

4. ลดความเสี่ยงโรคอ้วนลงพุง

          สารต้านอนุมูลอิสระและคุณสมบัติต้านการอักเสบในวอลนัทเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยต่อต้านความเสี่ยงโรคอ้วนลงพุงได้ อีกทั้งโปรตีนและไฟเบอร์ในวอลนัทยังจะช่วยให้เรารู้สึกอิ่มท้อง เอื้อให้คุมอาหารได้ดีขึ้น

5. ป้องกันโรคเบาหวาน

          ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงใน Journal of Nutrition เผยว่า อาสาสมัครที่รับประทานวอลนัทปริมาณ 28 กรัม เป็นเวลา 2 ครั้งต่อสัปดาห์ มีแนวโน้มลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ราว24% เลยล่ะ 


6. ป้องกันความจำเสื่อม

          ดร.Abha Chauhan และคณะจาก New York State Institute ได้ทดลองให้หนูกินวอลนัทเป็นประจำและพบว่า วิตามินอีและฟลาโวนอยด์ในวอลนัทมีส่วนช่วยทำลายอนุมูลอิสระและเคมีร้ายบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับโรคสมองเสื่อม ทำให้หนูทดลองที่มีภาวะสมองเสื่อมมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

7. ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

          นักวิจัยจาก Marshall University พบว่า หากรับประทานวอลนัทเป็นประจำทุกวัน ในปริมาณไม่ต่ำกว่า 56 กรัม จะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมได้ โดยอ้างจากการทดลองที่ให้หนูกินวอลนัททุกวัน ซึ่งผลปรากฏว่า หนูทดลองมีแนวโน้มเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมลดลง และมีจำนวนเนื้องอกลดจำนวนลง อีกทั้งหนูที่ถูกวินิจฉัยว่ามีเนื้องอกอยู่ในตัว เนื้องอกเหล่านั้นก็มีขนาดเล็กลงด้วย

8. ลดความเครียด

          วอลนัทมีสรรพคุณเด็ดดวงตรงที่ช่วยลดความตึงเครียดได้ เพราะทั้งไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระ กรดไขมันไม่อิ่มตัว โอเมก้า 3 และอัลฟา-ลิโนลินิค ที่มีอยู่ในวอลนัท เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยลดระดับความดันโลหิต แถมยังช่วยคงระดับความดันโลหิตให้อยู่ในภาวะสมดุลอีกต่างหาก

9. แก้ปัญหานอนไม่หลับ

          รู้ยังว่าวอลนัทมีเมลาโทนินอยู่ด้วยนะ และเมลาโทนินก็เป็นตัวที่คอยควบคุมนาฬิกาชีวิตของเรา ช่วยให้เรานอนหลับและตื่นได้ตามเวลาปกติ ไม่เกิดอาการนอนไม่หลับ นอนไม่พอ ดังนั้นหากจะบอกว่าวอลนัทเป็นอาหารที่ช่วยให้นอนหลับสบายก็คงไม่ผิดนัก 

10. บำรุงเชื้ออสุจิให้แข็งแรง

          ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเผยให้ทราบว่า การรับประทานวอลนัททำให้เชื้ออสุจิของผู้ชายแข็งแรงขึ้นได้จริง ๆ โดยอ้างอิงจากการสำรวจที่แบ่งผู้ชาย 2 ออกเป็นกลุ่มด้วยกัน ซึ่งผู้ชายกลุ่มแรกจะต้องรับประทานวอลนัททุกวันติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งนั้นไม่ให้รับประทานวอลนัทหรือถั่วชนิดอื่น ๆ เลย ผลปรากฏว่า เชื้ออสุจิของผู้ชายกลุ่มแรกมีความสมบูรณ์และแข็งแรงมากกว่าเชื้ออสุจิของผู้ชายกลุ่มที่สองอย่างเห็นได้ชัด

          ใครที่ไม่ไหวกับการกินกระเทียมเพื่อให้ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลองรับประทานวอลนัทดูบ้างก็ได้นะคะ และพยายามหมั่นออกกำลังกายช่วยด้วยอีกทาง คราวนี้สุขภาพดี ๆ ที่ไม่มีคอเลสเตอรอลในเลือดเกินก็คงอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Harvard University
whfoods
thehealthsite
http://health.kapook.com/view148070.html

แจกสูตร ขนมจีน น้ำยาปักษ์ใต้ หรอยแรง !!!!!!

11:57 PM 0




เครื่องปรุงน้ำยาปักษ์ใต้
1. ปลาทูนึ่ง 2 ตัว (ลองทำดูอร่อยนะ)
2. เครื่องปรุงน้ำยาโขลกละเอียด
3. กะทิสด 2 ถ้วย
4. ใบมะกรูดฉีก 4-5 ใบ
5. ตะไคร้บุบพอแตก 2 ต้น (ถ้าเป็นน้ำยาภาคอื่่นใส่มากไม่ได้ จะทำให้เปรี้ยว)
6. น้ำปลา
เครื่องปรุงน้ำยาปักษ์ใต้
1. พริกขี้หนูแห้งสีแดง (กะปริมาณตามความชอบ เผ็ดน้อย เผ็ดมาก)
2. พริกไทยดำ 2 ช้อนชา
3. ข่าหั่นฝอย 2 ช้อนชา
4. หอมแดง 3-4 หัว
5. กระเทียม (กระเทียมและหอมแดงใช้ปริมาณเท่า ๆ กัน)
6. กระชาย ( 2 – 3 ราก)
7. ตะไคร้ 1 ช้อนโต๊ะ
8. ผิวมะกรูด 2 ช้อนชา
9. ขมิ้นสด ปอกเปลือก ยาวประมาณ 3 นิ้ว
10. กะปิ 2 ช้อนชา
11. น้ำปลา
*****เครื่องแกง คงจะกำหนดตายตัวให้ได้ยาก เพราะหัวหอม กระเทียม ข่า ตะไคร้ มีขนาดแตกต่างกัน จึงขอให้ใช้ความชำนาญกะประมาณเอานะคะ


วิธีทำ
1. โขลกเครื่องปรุงน้ำยาให้ละเอียด ใส่กะปิตามลงไป
2. แกะเนื้อปลาทู โขลกลงผสมกับเครื่องปรุงน้ำยาให้เป็นเนื้อเดียวกัน
3. ผสมหัวกะทิสด + น้ำเปล่าพอประมาณ ใส่กะทิตั้งไฟพอเดือด เอาเครื่องปรุง+ปลาทู ที่โขลกไว้ใส่ลงไป ใส่ตะไคร้บุบพอแตก คนให้เข้ากัน
****อย่าใช้ไฟแรงเด็ดขาด กะทิจะแตกมัน และหมั่นคนบ่อย ๆ
(น้ำยาปักษ์ใต้ไม่ควรให้แตกมัน จะไม่น่ารับประทาน ซึ่่งตรงข้ามกับน้ำยาทางภาคกลาง)
4. ปรุงรสด้วยน้ำปลา เคี่ยวไปนาน ๆ จะยิ่งอร่อยนะค่ะ ก่อนยกลงรับประทาน ใส่ใบมะกรูดฉีกลงไปด้วย
5. รับประทานกับขนมจีน ไข่ไก่ต้มสุก และเครื่องแนม เช่น ผักกาดดอง ถั่วงอกดิบ ถั่วฝักยาว กระถิน สะตอ แตงกวา พริกขี้หนูแห้งทอด อร่อยเหาะ

http://www.naarn.com/4251/

ฝันแปลกๆเห็นผู้หญิงมาบอกแบบนี้ ก่อนไปเจอต้นตะเคียนยักษ์ ปรากฏเหมือนอักขระแปลกๆ ตีเลขเด็ดกันเพียบ

11:50 PM 0
 ที่ปราจีนบุรี วันที่ 12 พฤษภาคม 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณท่าแพแควหนุมาน บ้านเสี้ยว หมู่. 1 สำพันตา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ชาวบ้านแตกตื่นหลั่งไหลหลังจากที่มีข่าวออกมาว่าพบต้น



ตะเคียนยักษ์อายุนับ ร้อยปีจมอยู่ใต้น้ำ และกำลังนำขึ้นมาจากน้ำแต่การนำขึ้นมาเป็นไปอย่างอยากลำบากเพราะต้นตะเคียน มีขนาดใหญ่ และยาวมาก ชาวบ้านพยายามจะนำขึ้นมาจากน้ำเป็นวันที่สาม จนกระทั่งเมื่อช่วงบ่ายชาวบ้านก็นำต้นตะเคียนขึ้นมาได้อย่างสำเร็จ ด้วยการนำเครื่องเซ่นไหว้เครื่องสักการะอย่างครบครัน รวมทั้งเสื้อผ้าชุดนางตะเคียน ก่อนทำพิธีบวงสรวงอัญเชิญนางตะเคียนขึ้นจากน้ำที่มีทรายทับถม ก่อนที่จะใช้รถแบล็คโฮขุดชักลากขึ้นมาไว้บนบกสร้างความแตกตื่นของชาวบ้านที่ มารอตลอดทั้งวัน บางรายได้นำดอกไม้ เทียน ธูป เพื่อมารอกราบไหว้ หลังจากที่เชื่อว่าต้นตะเคียนเป็นต้นไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอโชคลาภ และเลขเด็ด เพื่อเสี่ยงโชคก่อนหวยออกงวดนี้


ส่วนต้นตะเคียนต้นนี้หลังจากที่นำขึ้นมาจากน้ำได้แล้ว วัดความยาวตลอดลำต้นยาวได้ 23 เมตรกับ 50 เซนติเมตร และวัดความกว้างรอบต้นได้ 5 เมตร กับ 70 เซนติเมตร ชาวบ้านบางคนได้จดตัวเลขใส่กระดาษเพื่อนำไปเสี่ยงโชค บางรายได้ใช้กล้องจากโทรศัพท์มือถือมาถ่ายเพื่อเก็บภาพไว้ที่ระลึก ส่วนใหญ่แล้วจะใช้มือลูบตามลำต้นเพื่อหาเลขเด็ด บางรายเห็นตัวชัดเจนแต่ไม่เปิดเผย ด้านนางแรง โตด้วง อายุ 70 ปี ผู้พบต้นตะเคียน เปิดเผยว่า ก่อนหน้านั้นประมาณ 3 อาทิตย์ ฝันเห็นผู้หญิงมายืนบริเวณที่พบต้นตะเคียนและบอกว่าหนาว จากนั้นก็กระโดดลงน้ำหายไปต่อมาลูกชายได้ลงไปหาปลาบริเวณดังกล่าวจนกระทั้ง มาพบกับต้นไม้ และพยายามขุดจึงรู้ว่าเป็นต้นตะเคียนขนาดใหญ่ ส่วนวันนี้เป็นวันที่สามจึงนำขึ้นมาจากน้ำได้สำเร็จ หลังจากนั้นจะไว้บริเวณที่ขึ้นมา 3 วัน ก่อนที่จะอัญเชิญไปไว้ที่วัดผาสุกไพบูลย์ บ้านสำพันตา ที่เป็นวัดประจำหมู่บ้านต่อไป

http://www.siamupdate.com/news-182776

เผยสูตรทำ หมูหมักพริกป่นย่าง แม้แต่นักชิมยังยอมรับว่าอร่อยสุด ๆ

11:34 PM 0


วัตถุดิบ

1.สันคอหมู หรือเนื้อหมูส่วนที่ชอบ 400 กรัม ล้าง แล่ให้บาง ๆ
2.พริกป่น 2 ชต. หรือตามชอบ
3.ซีอิ้วขาว 2 ชต.
4.น้ำมันหอย 2 ชต.
5.ผงปรุงรสหมู 1 ชช.
6.น้ำมันงา 2-3 ชต.
7.น้ำตาลทราย 1-1.5 ชช.
8.ผักชีสับ 1-2 ต้น


วิธีทำ

1.หมักหมูกับเครื่องหมักทั้งหมด เทรวมกัน ขยำเบา ๆ หมักไว้ 10-20 นาที
2.นำหมูไปย่างไฟเตาถ่าน ไฟค่อนข้างแรง เพื่อให้สุกไว ย่างสุกตามชอบ
3.หั่นชิ้นพอคำ เสริฟทานเป็นกับแกล้ม หรือ ทานกับข้าวเหนียว

ปล. หากชอบจิ้ม ใช้น้ำจิ้ม น้ำปลา+พริกป่น+มะนาว+น้ำตาล+ผงปรุงรสหมู+ข้าวคั่ว


ที่มา : FB ครัวในบ้านอาหารทำเอง

http://www.saraupdate.com/9268




รู้หรือยัง? อุบัติเหตุฉุกเฉิน รักษาฟรี! 72 ชม.ทุกโรงพยาบาล-อ่านแล้วแชร์ต่อ

10:24 PM 0

รู้หรือยัง? อุบัติเหตุฉุกเฉิน รักษาฟรี! 72 ชม.ทุกโรงพยาบาล-อ่านแล้วแชร์ต่อ





สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้ตั้งอนุกรรมการฯ ดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติให้ได้รักษาฟรีตามนโยบาย“เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ดีทุกสิทธิ์” โดยย้ำว่าอุบัติเหตุฉุกเฉินภายใน 72 ชั่วโมงรับรักษาฟรีทุกโรงพยาบาล พร้อมแนะดาวโหลดแอพพลิเคชั่น EMS1669″


เพื่อความรวดเร็ว เนื่องจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นเท่าตัว จึงได้มีประสานไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุ และสั่งการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ สายด่วน 1669 ให้พร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง

แล้วในส่วนของปีนี้จึงได้เพิ่มการแจ้งเหตุฉุกเฉินผ่านแอพลิเคชั่น EMS1669 เพื่อให้การแจ้งเหตุแม่นยำ และไปช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้เพิ่มผู้ปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉินเป็น 2 เท่า

โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ๆ และจังหวัดที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูง โดยผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติเข้ารับการรักษาได้ในทุกโรงพยาบาลฟรี ในช่วง 72 ชั่วโมงแรก

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัย สพฉ.จะเป็นหน่วยงานกลางคอยให้คำปรึกษา และให้ความเห็นภายใน 15 นาที ส่วนกรณีที่หลายโรงพยาบาลมีข้อขัดแย้งเรื่องการรับรักษาประชาชนเนื่องจากเห็นว่าไม่ใช่ผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีภาวะวิกฤตินั้น

สพฉ.ได้กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อคัดแยกระดับความฉุกเฉินและมาตรฐานการปฏิบัติการฉุกเฉินไว้ในประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแล้ว  โดยผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต คือ

บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยกะทันหัน  ซึ่งมีภาวะคุกคามต่อชีวิต และหากไม่ได้รับปฏิบัติการแพทย์ทันทีเพื่อแก้ไขระบบการหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด หรือระบบประสาทแล้ว ผู้ป่วยจะมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง หรือทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้อย่างฉับไว และเมื่อมาถึงสถานพยาบาลแล้วผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติจะต้องได้รับการตรวจรักษาภายใน 0-4 นาที


หลักการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตสีแดง 25 กลุ่มอาการ ดังนี้

1. ปวดท้องบริเวณหลัง เชิงกราน และขาหนีบ
2. แพ้ยา แพ้อาหาร แพ้สัตว์ต่อย แอนาฟิแล็กซิส ปฏิกิริยาภูมิแพ้  
3. สัตว์กัด
4. เลือดออกโดยไม่ได้มีสาเหตุมาจากการบาดเจ็บ      
5. หายใจลำบาก หายใจติดขัด
6. หัวใจหยุดเต้น    
7. เจ็บแน่นทรวงอก หัวใจ มีปัญหาทางด้านหัวใจ      
8. สำลัก อุดกั้นทางเดินหายใจ
9. เบาหวาน          
10. ภาวะฉุกเฉินเหตุสิ่งแวดล้อม
11. ปวดศีรษะ ภาวะผิดปกทางตา หู คอ จมูก          
12. คลุ้มคลั่ง ภาวะทางจิตประสาท อารมณ์
13. พิษ รับยาเกินขนาด
14. มีครรภ์ คลอด นรีเวช
15. ชัก มีสัญญาณบอกเหตุการณ์ชัก
16. ป่วย อ่อนเพลีย อัมพาตเรื้อรัง ไม่ทราบสาเหตุจำเพาะ
17.อัมพาต กล้ามเนื้ออ่อนแรง สูญเสียความรู้สึก ยืนหรือเดินไม่ได้เฉียบพลัน
18. ไม่รู้สติ ไม่ตอบสนอง หมดสติชั่ววูบ
19. เด็ก กุมารเวช
20.ถูกทำร้าย
21.ไหม้ ลวกเหตุความร้อน สารเคมี ไฟฟ้าช็อต
22. ตกน้ำ จมน้ำ บาดเจ็บทางน้ำ
23. พลัดตกหกล้ม อุบัติเหตุ เจ็บปวด
24. อุบัติเหตุยานยนต์
25. และอื่นๆ

และสำหรับอาการที่สามารถเข้ารับสิทธิรักษาฟรีได้จะต้องมีอาการดังนี้

1.หัวใจหยุดเต้น ไม่หายใจ ไม่ตอบสนองต่อการเรียกหรือกระตุ้น ไม่มีชีพจร จำเป็นต้องได้รับการกู้ชีพทันที
2.การรับรู้ สติเปลี่ยนไป บอกเวลา สถานที่ คนที่คุ้นเคยผิดอย่างเฉียบพลัน
3.ระบบหายใจมีอาการดังนี้  ไม่สามารถหายใจได้ปกติ หายใจเร็ว แรง และลึก หายใจมีเสียงดังผิดปกติ พูดได้แค่สั้นๆ หรือร้องไม่ออก ออกเสียงไม่ได้ สำลักอุดทางเดินหายใจกับมีอาการเขียวคล้ำ
4.ระบบไหลเวียนเลือดวิกฤติอย่างน้อย 2 ข้อ คือ ตัวเย็นและซีด เหงื่อแตกจนท่วมตัว หมดสติชั่ววูบ หรือวูบเมื่อลุกยืนขึ้น
5.อวัยวะฉีกขาด เสียเลือดมาก เสี่ยงต่อการพิการ
6.อาการอื่นๆ ที่มีภาวะเสี่ยงต่อชีวิตสูง เช่น เจ็บหน้าอกรุนแรงแขนขาอ่อนแรงทันทีทันใด  หรือกำลังชักขณะแรกรับที่จุดคัดแยก
http://www.share-si.com/2016/05/72.html

ใครที่นอนกัดฟันอ่านด่วน! สาเหตุและวิธีการรักษาที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

9:29 PM 0
ใครที่นอนกัดฟันอ่านด่วน! สาเหตุและวิธีการรักษาที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

สาเหตุของการนอนกัดฟัน (Sleep Bruxism) พร้อมวิธีการักษา




การนอนกัดฟัน (Sleep Bruxism) มีสาเหตุมาจาก


1. สภาพฟัน...เกิดจากการสบฟันไม่ดี วัสดุอุดฟันไม่พอดี การเรียงตัวของฟันที่ผิดปกติ ฟันซ้อนเก การใส่ฟันที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ฟันบางซี่สูงกว่าปกติ และสะดุดเวลาบดเคี้ยวอาหาร หรือคนไข้ที่สูญเสียฟันแท้ แล้วไม่ได้ใส่ฟันปลอมทดแทน ทำให้การสบฟันเปลี่ยนไป และกระตุ้นให้ร่างกายพยายามปรับความไม่สม่ำเสมอนั้นลง โดยการกัดขบส่วนที่ไม่เสมอนั้น ทำให้ช่วงเวลานอนมีการกัดเน้นฟันตลอดเวลา

2. สภาพจิตใจ...ความเร่งรีบในการทำงานหรือการเรียน ทำให้หลายคนเครียด จนทำให้นอนกัดฟันในเวลานอนได้

**ผลเสีย** 


การนอนกัดฟัน ทำให้รู้สึกเจ็บปวดบริเวณข้อต่อขากรรไกร หรือรู้สึกเจ็บปวดเวลาบดเคี้ยวอาหาร ฟันสึก ในบางคนอาจจะมีอาการฟันสึกถึงชั้นเนื้อฟัน ทำให้เห็นเนื้อฟันสีเหลืองเข้ม และเสียวฟันเวลาดื่มน้ำร้อน น้ำเย็น หรือของหวานได้ จะทำให้ฟันสึกกร่อนลงไปเรื่อยๆ ในรายที่เป็นมาก ฟันจะสึกถึงโพรงประสาทฟัน ทำให้เสียวฟันปวดฟันจนต้องรักษารากฟัน หรือครอบฟันไปในที่สุด

**การรักษา**


1. ผู้ป่วยควรลดความเครียดหรือความกังวลด้วยการทำจิตใจให้สบาย โดยการนั่งสมาธิ หรือเล่นกีฬา เพื่อให้นอนสบายและหลับสนิท

2. ใส่เฝือกฟัน ที่เป็นอะคริลิคใส แข็ง ใส่ในฟันบน หรือฟันล่าง โดยใส่เฉพาะเวลานอนตอนกลางคืนเท่านั้น และอาจปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อการกรอปรับลักษณะสบฟัน หรือจัดฟัน ให้อยู่ในสภาวะปกติ หรืออาจถอนฟันซี่ที่ไม่มีคู่สบ เพื่อป้องกันการเกิดโรคนี้ วิธีนี้ผู้ป่วยต้องไปพบทันตแพทย์ด้วยตนเอง เพื่อพิมพ์แบบฟันในการทำเฝือกฟันเฉพาะบุคคล

3. รับประทานหรือฉีดยา เพื่อลดการทำงานหรือให้กล้ามเนื้อคลายตัว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการให้ยาเพื่อลดอาการข้างเคียงของโรค

http://www.share-si.com/2016/04/blog-post_12.html

แจกสูตรไอศครีมมะม่วง เมนูดับร้อน ทำกินเองได้ ไม่ต้องง้อร้านดัง

9:13 PM 0
แจกสูตรไอศครีมมะม่วง เมนูดับร้อน ทำกินเองได้ ไม่ต้องง้อร้านดัง




ช่วงนี้อากาศร้อน เลยนำสูตรเมนูที่สามารถคลายร้อนได้ โดยเป็นสูตรจากคุณ Supaporn Kumnodnae ที่ได้นำมาเผยเพร่ผ่านทางเฟสบุค เมนูนั้นก็คือไอศครีมมะม่วงนั้นเองคะ เดียวไปชมกันเลยว่าจะทำยาก ง่าย แค่ไหน


"ไอศครีมมะม่วง" ช่วงนี้อากาศยังร้อน มะม่วงสุกก็เยอาะ มาทำไอศครีมไว้กินวันหยุดกันคะ

ส่วนผสมไอศครีมมะม่วง


1.นมสด 2ถ้วย

2.มะม่วงสุก 1กก.(วันนี้ใช้มะม่วงมหาชนก)

3.น้ำตาลทราย 1ถ้วย

4.วิปปิ้งครีม 2ถ้วย

5.เกลือป่น 1/4ชช.

6.ไข่แดง 2ฟอง

7.มะนาว 1ลูก

วิธีทำไอศครีมมะม่วง


1.ตีไข่แดงกับน้ำตาล 1/2ถ้วย ให้เข้ากันดีด้วยตะกร้อมือ แล้วใส่นม 200ซีซี+เกลือป่น ยกขึ้นตั้งไฟ เติมน้ำตาลอีก 1/2ถ้วย คนให้ส่วนผสมเข้ากัน พอส่วนผสมร้อนดี ยกลงจากเตา พักไว้ให้เย็น

2.นำเนื้อมะม่วง+นม 300ซีซี ลงปั่นในเครื่องผสมอาหาร แล้วกรองด้วยกระชอน

3.ตีวิปปิ้งครีมให้ตั้งยอดอ่อน นำส่วนผสมในข้อ 1และ2 +น้ำมะนาว ลงผสมกัน ตีให้ส่วนผสมเป็นเนื้อเนียน(ครั้งที่1) แล้วนำไปแช่ในช่องฟรีซ 30นาที ครบเวลานำไอศครีมออกมาตีใหม่(ครั้งที่2) นำเข้าแช่ช่องฟรีซอีก 4-6ชม.

http://www.share-si.com/2016/04/blog-post_64.html

เผยสูตรแกงส้มไข่ปลาริวกิว ทำเองได้ง่ายๆไม่ต้องง้อร้านอาหาร

9:01 PM 0
เผยสูตรแกงส้มไข่ปลาริวกิว ทำเองได้ง่ายๆไม่ต้องง้อร้านอาหาร

ส่วนผสมและสัดส่วน




1.    ไข่ปลาริวกิว
2.    พริกแกงส้ม
3.    ใบมะกรูด
4.    หน่อไม้ดอง
5.    น้ำมะขามเปียก
6.    น้ำปลา
7.    น้ำตาลปี๊บ
8.    ผัดสด เช่น ผักกะเฉด ดอกกะหล่ำ ข้าวโพดอ่อน ฯลฯ

วิธีปรุง

1.    ต้มน้ำให้ร้อนจัด ใส่ไข่ปลาลงไปต้มให้สุกก่อน ประมาณ 3 นาที แล้วนำออกมาพักไว้
2.    ตั้งหม้อใส่น้ำต้มให้เดือด ใส่พริกแกงส้มลงไป คนจนพริกแกงละลายเข้ากับน้ำ
3.    ใส่ไข่ปลา ใบมะกรูด หน่อไม้ดอง ผักต่างๆลงไป ต้มให้สุก
4.    พอเดือดปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา คนให้เข้ากัน ตักใส่ชามเสิร์ฟร้อนๆค่ะ

เคล็ดลับน่ารู้วิธีดับคาว – ไข่ปลาริวกิว


ต้องเริ่มตั้งแต่การเลือกซื้อไข่ปลาค่ะ คือ เลือกที่ไข่ปลายังอยู่ในเปลือกหุ้ม ( เปลือกหุ้มจะมีลักษณะเป็นเหมือนผังผืดสีขาว ) หากแม่ค้าที่มือหนักหน่อยแกะจนผังผืดขาดอาจทำให้ไข่ปลาริวกิวแตกได้ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของ "กลิ่นคาว" 

หลังจากซื้อมาจากตลาดแล้วก็ทำความสะอาด ล้างน้ำธรรมดาค่ะ แต่ระวัง อย่าให้แตก หลังจากล้างเสร็จแล้ว แกะเอาผังผืดออก ก็จะได้ไข่ปลาเป็นลูกๆ ออกมา ส่วนผังผืดทิ้งไปค่ะ 

จากนั้นรอจนน้ำเดือด ย้ำว่าเดือดจัดๆ เลยค่ะ แล้วค่อยๆ เอาไข่ปลาเรียวเซียวที่แกะไว้แล้วใส่ลงในน้ำเดือดๆ จากนั้นรอจนสุกก็ตักขึ้นมาพักไว้แล้วนำไปต้ม , ยำ , แกงได้ตามอัธยาศัย

http://www.share-si.com/2016/05/blog-post_65.html

เห็นแล้วหิว !! จัดไป !! สูตรเด็ด "หมูสามชั้นทอดน้ำปลา" กับวิธีทำแสนง่าย! พร้อมเคล็ดลับ "น้ำจิ้มแจ่ว" รสเลิศ.. ต้องรองอร่อยเหาะ !!!

2:46 AM 0
เห็นแล้วหิวกันใช่มั้ยละ! กับภาพหมูสามชั้นทอดน้ำปลา.. ที่ใครเห็นก็ต้องน้ำลายไหลไปตามๆกัน วันนี้เราจึงมีสูตรเด็ดวิธีการทำ "หมูสามชั้นทอดน้ำปลา" ให้อร่อยๆ และการทำได้ง่ายๆที่บ้าน พร้อมกับสูตรน้ำจิ้มแจ่วรสเลิศ !! ส่วนจะอร่อยขนาดไหนต้องลองทำกันเองนะจ้ะ แต่ขอบอกเลยว่าสูตรนี้ใครทำก็อร่อยจริงล้านเปอร์เซ็นต์






ส่วนผสม "หมูสามชั้นทอดน้ำปลา" รสเด็ด!

หมูสามชั้น 500 กรัม
น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำเย็นจัด 3 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยขาวป่น 1 ช้อนชา
แป้งข้าวเจ้า 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันปาล์มสำหรับทอด
12
วิธีทำ
นำหมูสามชั้นมาจิ้มด้วยมีดแกะสลักปลายแหลมให้ทั่วบริเวณ (ทั่วที่สุดเท่าที่จะทำได้ความอร่อยอยู่ตรงนี้ ยิ่งทั่วรสชาติยิ่งเข้าเนื้อไม่ต้องเสียเวลาหมักนาน)
นำน้ำปลาและพริกไทยคลุกเคล้าหมู นวด 3 นาที
ใส่แป้งและน้ำเย็นจัด เคล้าให้เข้ากัน
นำลงทอดในน้ำมันร้อน จนสุกเหลืองน่ารับประทานที่สุด..!!!
หั่นชิ้นพอคำรับประทานกับข้าวสวย ส้มตำ หรือแกล้มน้ำจิ้มแจ่ว อร่อยทั้งนั้น


สูตรเด็ด "น้ำจิ้มแจ่ว"

- น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
-  ข้าวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ
- พริกป่น 2 ช้อนชา
- หอมแดงหั่น ซอย
- ผักชีฝรั่ง ซอย
- ต้นหอม ซอย

http://social.tnews.co.th/contents/187635/

สูตรต้มยำปลานิล รสแซ่บ เปรี้ยวปาก คอต้มยำห้ามพลาด!

11:27 PM 0
สูตรต้มยำปลานิล รสแซ่บ เปรี้ยวปาก คอต้มยำห้ามพลาด!

แจกสูตรเด็ดเคล็ดไม่ลับกับต้มยำปลานิลรสเด็ดสุดอร่อย รสแซ่บ เปรี้ยวปากมาก!! เอาใจคนชอบอาหารแซ่บๆ





สิ่งที่ต้องเตรียม


1. ปลานิลสด

2. ข่า

3. ตะไคร้

4. ใบมะกรูด

5. หอม

6. กระเทียม

7. รากผักชี

8. ผักชีฝรั่ง

9. พริกแห้งทอด

10. โหระพา

11. น้ำมะขามเปียก

12. เกลือแกง

13. น้ำปลา

14. น้ำซุปไก่ซี่โครงไก่

วิธีการทำ


1. นำน้ำซุปไก่มาใส่ เกลือสมุทร,ข่า,ตะไคร้,ใบมะกรูด,หอมแดงเผา,กระเทียมเผา

2. ตั้งไฟรอจนน้ำเดือด จากนั้นใส่ปลานิลที่ล้างสะอาดแล้วลงไป

3. ทำการช้อนฟองออกให้หมด ห้ามคน เพราะจะทำมให้ปลามีกลิ่นคาว

4. รอจนเนื้อปลาสุก ให้ทำการปรุงรสโดยใส่ น้ำปลา, น้ำมะขามเปียก (รสตามใจชอบ)

5. จากนั้นรอเดือดสักพักใส่พริกแห้งทอด บุบพอแหลก

6. ทำการโรยหน้าด้วยโหระพากับผักชีฝรั่ง เป็นอันพร้อมเสิร์ฟ

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ใครที่ชอบรับประทานต้มยำ ก็ลองมองต้มยำปลานิลรสเด็ดสุดอร่อยนี้ไว้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการทำอาหารไว้รับประทานในครอบครัว รับรองอร่อยจนวางช้อนไม่ลงเลยทีเดียว
http://www.share-si.com/2016/05/blog-post_12.html#

กินเม็ดบัว...ต้านมะเร็งตับ แก้โรคหัวใจ บำรุงประสาท

11:20 PM 0

กินเม็ดบัว...ต้านมะเร็งตับ แก้โรคหัวใจ บำรุงประสาท


สารในเม็ดบัว อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี มีโปรตีนประมาณ 23 เปอร์เซนต์ เกลือแร่ ฟอสฟอรัส มีสรรพคุณในเรื่อง บำรุงสมอง บำรุงประสาท บำรุงไต ป้องกันมะเร็งตับ เพราะไปฆ่าเชื้อรา ช่วยในรักษาอาการท้องร่วง และบิดเรื้อรัง ใช้กันเป็นยาบำรุงเลือด หรือเพิ่มเลือดด้วยค่ะ ที่สำคัญทึ่สุดดีบัว ที่ขมๆ แก้โรคหัวใจ 


การทานเม็ดบัว เพื่อการบำรุงเลือด มีข้อแม้ว่าต้องเป็นการทานเม็ดบัวสดเท่านั้น เม็ดบัวที่ผ่านการแปรรูปมาแล้ว หรือการนำมาต้มให้สุกจะใช้ไม่ได้ เม็ดบัวเชื่อมที่ใส่ในไอศกรีมก็ใช้ไม่ได้ค่ะ กันไว้ดีกว่าแก้

มีการวิจัยพบว่า เม็ดบัวมีสารแอนติออกซิแดนต์ในปริมาณสูง ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติหลายอย่าง เช่น ... 

- ชะลอการเสื่อมของอวัยวะและผิวพรรณ 

- ป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับอ
- ส่วนดีบัว รสขม ขยายหลอดเลือดหัวใจ แก้กระหายน้ำ แก้น้ำกามเคลื่อนขณะหลับ

- เมล็ด รสฝาดหอม บำรุงกำลัง บำรุงไขข้อ ทำให้กระชุ่มกระชวย แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้เสมหะ แก้พุพอง แก้ดีพิการ แก้อาเจียน แก้อ่อนเพลีย เพิ่มไขมันในร่างกาย

- เปลือกของฝักและเม็ดบัว

- เปลือกฝัก รสฝาดหอม แก้ท้องเดิน สมานแผลในมดลูก

- ก้านดอก รสเย็นเมา ตากแห้งสูบแก้ริดสีดวงจมูก

เม็ดบัวไทย-จีน ความเหมือนที่แตกต่าง การเลือกกิน เม็ดบัวส่วนใหญ่ที่เราเห็นทั่วไป จะเป็นสินค้าที่นำเข้าจากประเทศจีนซึ่งจะมีเมล็ดขนาดใหญ่ ผ่านการกะเทาะเปลือก ดึงดีบัว(ต้นอ่อนที่ฝังอยู่กลางเมล็ดมีสีเขียวเข้ม)ออก และอบแห้งแล้ว

ส่วนเม็ดบัวไทยนั้นไม่ค่อยพบวางจำหน่ายในท้องตลาด เนื่องจากมีเมล็ดเล็ก จึงไม่เป็นที่นิยม แต่จากผลการวิจัยของ อาจารย์ปริญดา ที่ศึกษาเปรียบเทียบปริมาณสารแอนติออกซิแดนต์ในเม็ดบัวไทยและจีนพบว่า เม็ดบัวไทยมีปริมาณสารแอนติออกซิแดนต์สูงกว่าเม็ดบัวจีน 5-6 เท่า อาจารย์ปริญดาจึงแนะนำว่า ถ้าต้องการให้ร่างกายได้รับสารแอนติออกซิแดนต์ปริมาณสูงควรเลือกกินเม็ดบัวไทยดีกว่า โดยเฉพาะเม็ดบัวไทยสด 


วิธีกินคือ


ลอกเปลือกออกจากเมล็ด โดยไม่ดึงเยื่อหุ้มเมล็ดและดีบัวออก กินสดๆทั้งเมล็ด จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านมะเร็งซึ่งอยู่บริเวณเยื่อหุ้มเมล็ด และดีบัวในปริมาณสูง 

ส่วนชนิดอบแห้งนั้น เรานำมาทำอาหารคาวหวานได้หลากหลาย ที่คุ้นเคยกันดี คือ น้ำอาร์ซี เม็ดบัวต้มน้ำตาลทรายแดง ผสมในเต้าฮวย หรือเต้าทึง ข้าวอบใบบัว เป็นต้น

ส่วนเคล็ดลับการเลือกซื้อให้ได้ของสดใหม่ คุณภาพดีมีดังนี้ค่ะ 

ชนิดอบแห้ง


1. ควรเลือกเมล็ดที่มีสีเหลืองนวล ถ้ามีสีเหลืองเข้ม แสดงว่าเป็นเม็ดบัวเก่าที่เก็บไว้นานแล้ว เมล็ดไม่แตกหัก และไม่มีฝุ่นละอองปนเปื้อน 

2. ขั้วเมล็ดไม่ดำคล้ำ เพราะจะเป็นเมล็ดที่เก็บไว้นานแล้ว

3. ไม่มีกลิ่นสาบหรือเหม็นหื่น

ชนิดฝักสด


เลือกฝักที่มีเมล็ดขนาดใหญ่ สีเขียวอ่อน จะได้เม็ดบัวที่มีเนื้อกรอบ หวานกำลังดี คราวนี้ถ้าเจอฝักบัวสดในตลาดอย่าลืมซื้อติดไม้ติดมือมาคนละสองสามกำนะคะ
http://www.share-si.com/2016/05/blog-post_74.html


ประโยชน์ 13 ข้อ ของน้ำมะพร้าว กินวันละลูก มันโอเคมากๆ!

11:09 PM 0

ประโยชน์ 13 ข้อ ของน้ำมะพร้าว กินวันละลูก มันโอเคมากๆ!!


1. ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่งขึ้น

2. ช่วยกำจัดแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ โรคหนองใน โรคเหงือก และไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัด โรคติดเชื้อต่างๆ และโรคไข้รากสาดใหญ่ได้อีกด้วย

3. ช่วยเสริมสร้างพลังงานและยังช่วยเพิ่มการผลิตฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ แถมยังดีต่อผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตเนื่องจากมันมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะโดยธรรมชาติ ทั้งทางเดินปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะจะได้รับการชำระล้างจากนั้นร่างกายจะขับสารพิษออกมา

4. สามารถสลายก้อนนิ่วได้และเนื่องด้วยมีปริมาณเส้นใยอาหารสูงจึงดีต่อระบบย่อยอาหาร

5. ถ้าคุณดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำมันจะไปกำจัดกรดในกระเพาะอาหาร

6. น้ำมะพร้าวมีระดับไขมันที่ต่ำมากและช่วยลดความอยากอาหาร

7. หากคุณมีสิวและผิวแห้งหรือผิวมัน เพียงใช้ผ้าชุบน้ำมะพร้าวและทาลงไปบนผิวหนัง น้ำมะพร้าวจะชำระล้างสิ่งสกปรกและทำให้ผิวหนังสดชื่นและยังช่วยเปิดรูขุมขนอีกด้วย

8. หากดื่มน้ำมะพร้าวผสมกับน้ำมันมะกอกก็สามารถฆ่าเชื้อโรคและกำจัดปรสิตในลำไส้ได้

9. ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการดื่มน้ำมะพร้าวขณะตั้งครรภ์จะช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพได้หลายอย่าง

10. หากดื่มวันละหนึ่งแก้วทุกเช้าจะช่วยรักษาระดับความสมดุลของอิเล็กโทรไลต์และไม่ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง

11. หากคุณดื่มแอลกอฮอล์ในตอนกลางคืนพอเช้ามาคุณอาจรู้สึกปวดศีรษะหรือมีอาการเมาค้าง ถ้าคุณต้องการชดเชยของเหลวที่สูญเสียไปคุณสามารถทำได้ด้วยการดื่มน้ำมะพร้าว

12. ถ้าคุณต้องการให้ผิวชุ่มชื่นและเปล่งปลั่งตลอดทั้งวัน การดื่มน้ำมะพร้าววันละแก้วก็เพียงพอแล้ว

13. หลังจากที่ออกกำลังกายมาอย่างเหน็ดเหนื่อยคุณสามารถดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อให้ร่างกายของคุณกลับมามีพลังอีกครั้ง

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ไม่คิดใช่ไหมละ ว่าน้ำมะพร้าวจะมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ ฉะนั้นตอนนี้คุณก็รู้ถึงประโยชน์แล้วจะรออะไรอยู่ จัดซื้อจัดหาน้ำมะพร้าวมาดื่มกันได้เลย

http://www.share-si.com/2016/05/13_12.html




หากชีวิตดูติดขัด!! หมั่นทำบุญกรวดน้ำให้เทวดาประจำตัวบ้าง??….เสริมพลังให้กับชีวิต”

10:49 PM 0
บทกรวดน้ำให้แก่ เทวดาประจำตัว ทำแล้วดีกับตัวเรา
บทกรวดน้ำให้แก่ เทวดาประจำตัว (ภายหลังทำบุญ เช่น ตักบาตร ถวายสังฆทาน เป็นต้น) เปิดทาง และช่วยแก้ไขปัญหาชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเตรียมน้ำสะอาดไว้ ๑ ขวด และนำจรดระหว่างคิ้ว กล่าวคำอธิษฐานจิต ดังต่อไปนี้




นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ(3 จบ)
          นะ โม พุท ธา ยะ ลูกขอเชิญพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์โปรดเสด็จมาเป็นประธาน อิทัง สัพพะเทวา นัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวงที่รักษาตัวข้าพเจ้า ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข (ให้เริ่ม   เทน้ำลงบนพื้นดิน) ลูกขอฝากน้ำอุทิศนี้ไปกับ พระแม่ธรณี พระแม่คงคา โปรดมาเป็นทิพย์พยาน ขออานิสงค์ผลบุญกุศลอันใดที่ข้าพเจ้า ชื่อ……………สกุล…………….   ได้กระทำในวันนี้ ทั้งหมด ทั้งปวง ข้าพเจ้าขออุทิศให้กับเทวดาทั้งหลายทั้ง ปวงของข้าพเจ้า อยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ที่ทำให้ข้าพเจ้าพ้นจากความทุกข์……………………… (เรื่องที่ประสบปัญหา) ไม่ว่าท่านจะมาจาก ชาติใด ภพใด ก็ตาม ทั้งระลึกได้ก็ดีและระลึกไม่ได้ก็ดี ไม่ว่าท่านจะอยู่ในภพภูมิใด ขอให้ท่านจงมารับกุศล ที่ข้าพเจ้าอุทิศให้ในครั้งนี้ โดยมาให้ถึงจุดหมาย อย่าแวะ อย่าเวียนที่ใด ให้กุศลถึงทั่ว ทุกท่าน ทุกตัว ทุกตน ทุกภพ ทุกภูมิ ขออานิสงค์ผลบุญดังกล่าวนี้โปรดกลายเป็นโภคทรัพย์ ตามที่ท่านปราถนาทุกประการตั้งแต่บัดนี้ เวลานี้เป็นต้นไปด้วยเทอญ
หมายเหตุ:
– การกรวดน้ำลงดินกุศลจะส่งถึงเร็วกว่าการกรวดน้ำแห้ง คือ เพียงอธิษฐานจิต สำหรับผู้ที่บารมียังไม่มากพอ (ถ้าไม่สะดวกก็กรวดน้ำลงบนภาชนะแล้วนำไปรดลงดินที่โคนต้นไม้)
– การขอฝากผ่านบารมีของพระแม่คงคาและพระแม่ธรณีไปสิ่งสำคัญมาก
– ระหว่างท่องคำกรวดน้ำด้านบน ให้เทน้ำลงดินตลอดจนจบคำกรวดน้ำ
ไม่ว่าน้ำจะเหลือมากน้อยเพียงใดให้เทให้หมดพร้อมกับคำพูดสุดท้ายที่จบ โดยไม่ต้องให้หลงเหลือ
ที่มา:  facebook พระอธิการ นพดล กันตสีโล วัดหนองรั้ว

http://www.yaqqoo.com/3017

วิธีแก้ท้องผูก ด้วยสมุนไพรในบ้าน กินปุ๊บ ระบายปั้บ ท้องโล่งสุดๆ

3:26 AM 0
วิธีแก้ท้องผูก ด้วยสมุนไพรในบ้าน กินปุ๊บ ระบายปั้บ ท้องโล่งสุดๆ

ปัญหาท้องผูกกวนใจจะหมดไป เพราะอาหารต่อไปนี้จะช่วยให้คุณหมดกังวลเรื่องท้องผูกได้ 






- มะขามเปรี้ยว นำมะขามเปรี้ยวประมาณ 5-10 ฝักมาต้มจนนุ่ม กรองน้ำแล้วผสมเกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนนอน เนื้อในของมะขามจะมีรสเปรี้ยว ใช้เป็นยาระบาย ขับเสมหะได้เป็นอย่างดีและยังช่วยลดความร้อนในร่างกายด้วย

- น้ำลูกพรุน เป็นยาระบายอ่อนๆ เปี่ยมด้วยวิตามิน ดื่มประมาณ 1/2 ถ้วยก่อนนอน

- เมล็ดแมงลัก เมล็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมกับน้ำอุ่นประมาณ 1 แก้ว พักไว้ประมาณ 30 นาทีจนพองเต็มที่ ผสมน้ำเพิ่มแล้วดื่ม หรือจะดื่มกับน้ำหวานก็ได้ เมล็ดแมงลักมีเมือกขาวทำให้อุจจาระไม่เกาะลำไส้ ถ้ายสะดวกและช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ ซึ่งจะไปกระตุ้นประสาทที่อยู่รอบๆลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำให้เกิดอาการปวดท้องหนัก

- รำข้าว ชงรำข้าว 1-2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำร้อน ดื่มพร้อมอาหารเย็น (ควรดื่มน้ำมากขึ้น) จะช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ ทำให้อุจจาระนุ่มและถ่ายคล่องขึ้น และยังมีวิตามินบีและอีด้วย แล้วยาระบายล่ะ

ยาระบายไม่ควรกินเป็นประจำจนติดเป็นนิสัย เพราะอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ โพแทสเซียมในเลือดต่ำ

นอกจากนี้ยังไปกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ทำให้ดูดซึมอาหารได้น้อยลง และอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและหญิงวัยหมดประจำเดือน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก...สาระน่ารู้พืชผักและผลไม้เพื่อสุขภาพที่ดี / เพจนานาสาระเพื่อสุขภาพที่ดี
http://www.share-si.com/2016/05/blog-post_78.html#

แจกสูตรหมูแดดเดียวทอด พร้อมวิธีทำ รสเด็ด อร่อยจนยากจะห้ามใจ

2:41 AM 0
แจกสูตรหมูแดดเดียวทอด พร้อมวิธีทำ รสเด็ด อร่อยจนยากจะห้ามใจ

วัสดุอุปกรณ์สูตรหมูแดดเดียวทอด

         1.เนื้อหมูสันใน ประมาณ 1 กิโลกรัม ความหนา 1 ซม. ประมาณ 1 กก.



         2.กระเทียมประมาณ 1 – 2 หัว (บด/ตำให้ละเอียด)
         3.รากผักชีประมาณ 4-5 ราก (ตำ/บดให้ละเอียด)
         4.พริกไทย 5 ช้อนชา
         5.น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
         6.งาขาว 2 ช้อนโต๊ะ (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้แล้วแต่ความชอบ)
         7.น้ำตาลทรายประมาณ 4 ช้อนชา
         8.น้ำปลาประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ
         9.น้ำมันหอยหอยนางรม 3 ช้อนโต๊ะ
         10.ซอสปรุงรสประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ
         11.เกลือประมาณ 1 ช้อนชา
         12.น้ำมันสำหรับใช้ทอด


วิธีทำสูตรหมูแดดเดียวทอด


       1. ผสมน้ำตาลทราย น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส น้ำมันหอย เกลือ รากผักชี กระเทียม พริกไทย และงาขาว แล้วคนจนละลายและเข้ากัน

       2. จากนั้นก็นำเนื้อหมูที่หั่นเตรียมไว้ลงไปเคล้าผสมที่เตรียมไว้ พักทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมงเพื่อให้น้ำปรุงซึมเข้าเนื้อหมู

       3. นำวางเนื้อหมูที่หมักเสร็จแล้ว ไปวางเรียงลงบนตะแกรง หรือภาชนะที่เตรียมไว้ แล้วนำออกไปตากแดด 1 วัน จนเนื้อหมูแห้งหมาด ๆ เก็บใส่ภาชนะปิดให้สนิท และนำเข้าแช่แข็ง

       4. ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ นำขึ้นตั้งไฟปานกลาง พอร้อนใส่เนื้อหมูลงทอดจนสุกเหลือง แล้วตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำมัน แล้วจัดใส่จานให้สวยงามน่าทาน พร้อมเสริฟค่า

       น่ากินไปอีกกับเมนูอาหารจานด่วน หมูแดดเดียวทอด อร่อยหมูกรอบนอกนุ่มใน หอมกรุ่นไปด้วยกระเทียมพริกไทย ถ้าได้ทานกับน้ำพริกอร่อยๆ พร้อมข้าวเหนียวร้อนๆ ขอบอกเลยค่า ว่า…อร่อยฝุดฝุด..ฉุดไม่อยู่แน่นอนค่า!!

ที่มา...สมัครงานราชการ

http://www.share-si.com/2016/05/blog-post_63.html#