อย่ารู้ช้าไป!! 7 วิธี กระชับรูขุมขนแบบธรรมชาติ ทำแล้วผิวหน้าละเอียดขึ้น ด้วยสูตรนี้!

6:35 AM 0
อย่ารู้ช้าไป!! 7 วิธี กระชับรูขุมขนแบบธรรมชาติ ทำแล้วผิวหน้าละเอียดขึ้น ด้วยสูตรนี้!




บนใบหน้าหลายๆคนอาจมีรูขุมขนที่กว้างใช่ไหมละคะ ก็จะหาครีมหรือยามาทาบำรุงให้ผิวนั้นกระชับ ให้รูขุมขนนั้นเล็กลงใช่ไหมคะ


แต่เราก็ไม่รู้ว่าครีมหรือยานั้นมีสารเคมีอะไรผสมอยู่บ้างอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อใบหน้าของเราก็ได้ใช่ไหมล่ะคะ จะบอกว่าวันนี้เรามีสูตรการกระชับรูขุมขนด้วยวิธีธรรมชาติ มาฝากถึง 7 สูตรเลยทีเดียว! อยากรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะคะ ถ้าอย่างนั้นไปอ่านกันเลย

สูตรกระชับรูขุมขน

1.มะเขือเทศ

วิธีการทำ

1.ปั่นมะเขือเทศ
2.นำมะเขือเทศที่ปั่นมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที
3.ล้างออกด้วยน้ำเย็น

ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่น ไม่แห้งกร้าน ซึ่งในมะเขือเทศนั้นจะสารที่ต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการชะลอการเกิดริ้วรอย ทำให้ผิวนั้นเต่งตึง รักษาสิว และยังช่วยกระชับรูขุมได้อย่างเห็นได้ชัดอีกด้วยล่ะค่ะ

2.การประคบน้ำแข็ง

วิธีการทำ

1.นำน้ำแข็งก้อนมาประคบใบหน้า หรืออาจใช้ผ้าขาวบางห่อน้ำแข็งก่อนประคบก็ได้ค่ะ
2.ถูวนเบาๆและเน้นบริเวณที่มีรูขุมขนกว้าง

แนะนำวิธีนี้ควรทำเป็นประจำทุกเช้าหรือก่อนนอนครั้งละประมาณ 15-30 นาทีค่ะ แค่เพียงเท่านี้รูขุมขนของคุณก็จะกระชับอย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะค่ะ

3.มะนาว

วิธีการทำ

1.นำนำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับ ดินสอพองหรือน้ำผึ้งประมาร 2 ช้อนโต๊ะ
2.พอกให้ทั่วหน้าอ
วิธีนี้นะคะก็จะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพออกไปซึ่งมาจากมะนาวนั่นเองล่ะค่ะ ยังไม่หมดนะคะยังช่วยในการกระตุ้นเซลล์ผิวใหม่อีกด้วยยังไม่หมดค่ะ! วิธีนี้ยังช่วยในการลบเรือนริ้วรอยด่างดำหรือรอบแผลให้หายไปอีกด้วยล่ะค่ะ แหม่คุ้มจริงเลยนะคะวิธีนี้

4.น้ำผึ้ง

วิธีการทำ

1.นำน้ำผึ้งมาผสมกับโยเกิร์ต
2.นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หรืออาจจะนำน้ำผึ้งมานวดหน้าอย่างเดียวก็ได้ค่ะ

วิธีนี้นะคะจะช่วยลดริ้วรอย ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งมีประกาย และที่สำคัญช่วยให้รูขุมขนนั้นกระชับอีกด้วย

5.ใบบัวบก

วิธีการทำ

1.นำใบบัวบกมาปั่น และนำไปผสมกับน้ำเย็น
2.พอกทิ้งไว้ประมาณ 15-30 นาที
3.ล้างออกด้วยน้ำสะอาด

ซึ่งใบบัวบกนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ต่อต้านการเสื่อมของเซลล์ต่างในร่างกายนั่นเอง แค่เพียงเท่านี้ก็สามารถกระชับรูขุมขนได้แล้วล่ะค่ะ

6.น้ำตาลทราย

วิธีการทำ

1.นำน้ำตาลทรายผสมกับน้ำผึ้งและนำมันมะกอก
2.นำไปทาบนใบหน้าแล้วขัดเบาๆ โดยค่อยหมุนนิ้วเป็นวงกลม เน้นบริเวณที่มีรูขุมขนกว้าง
3.ปล่อยทิ้งไว้ประมาร3-4 นาที
4.ล้างออกด้วยน้ำที่เย็นจัด

วิธีนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่นิยมใช้กันมากเลยนะคะ ซึ่งน้ำผึ้งนั้นช่วยในการลดความมันบนใบหน้าและทำให้รูขุมขนบนใบหน้านั้นเล็กลงด้วยล่ะค่ะ

7.แตงกวา

วิธีการทำ

1.นำแตงกวามา 1 ลูกมาบดให้ละเอียด
2.นำมาผสมกับมะนาวประมาณ 2-3 หยด
3.แล้วนำมาทาบนหน้าทิ้งไว้ประมาณ 158-20 นาที
4.ล้างออกด้วยน้ำสะอาด

วิธีนี้นะคะทำให้ใครหลายๆคนประทับใจมานักต่อนักแล้วล่ะค่ะ เนื่องจากในแตงกวานั้นทำให้เย็นจึงช่วยในเรื่องของการลดรูขุมขนด้วยนั่นเอง และมะนาวนั้นช่วยในการลกจุดด่างดำ และสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอบนใบหน้าด้วยนั่นเองค่ะ

เป็นยังบ้างคะ 7 สูตรกระชับรูขุมขนที่เรานำมาฝากกันวันนี้ เป็นสูตรตามธรรมชาติไร้สารเคมีและปลอดภัยแน่นอนค่ะ ในแต่ละสูตรนอกจากจะช่วยลดรูขุมขนแล้วยังมีคุณสมบัติอื่นๆที่ช่วยบำรุงผิวอีกด้วย เรียกว่าคุ้มสุดๆไปเลยนะคะ วิธีการทำก็ทำไม่ยากและหาได้ง่ายด้วยล่ะค่ะ ยังก็ลองเลือกไปทำกันดูนะคะ ได้ผลยังไงอย่าลืมมาแชร์ให้ฟังกันด้วยนะคะ 


ขอขอบคุณข้อมูลที่มาจาก: http://www.littleza.com/2016/04/7_25.html และ : http://www.rak-sukapap.com/2016/04/7_22.html
http://www.share-si.com/2016/05/7_15.html

แจกสูตรเด็ดอาหารปักษ์ใต้ ผัดสะตอกุ้ง รสเด็ดถึงใจ

1:43 AM 0
แจกสูตรเด็ดอาหารปักษ์ใต้ ผัดสะตอกุ้ง รสเด็ดถึงใจ

สิ่งที่ต้องเตรียม



1. น้ำมันพืชสำหรับผัด

2. กุ้งสดปอกเปลือกผ่าหลัง 100 กรัม

3. หมูสับ 100 กรัม

4. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

5. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

6. สะตอ แกะเปลือก 100 กรัม

7. กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ

8. หอมแดง 2 หัว

9. กุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ

10. กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ

11. พริกขี้หนู 10-15 เม็ด

12. น้ำพริกแกงที่โขลกเตรียมไว้ 4 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

1. นำกระเทียมกับหอมแดง และกุ้งแห้งมาโขลกให้เข้ากันจนละเอียด จากนั้นใส่กะปิ และพริกขี้หนูลงโขลกให้เข้ากัน ก็จะได้เป็นน้ำพริกแกงที่โขลกเตรียมไว้

2. นำน้ำมันพืชใส่ลงในกระทะ ตามด้วยน้ำพริกแกงที่โขลกเตรียมไว้แล้วในข้อ1ลงผัดจนหอม ใส่หมูสับ และกุ้งลงไปผัดจนสุก

3. จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ และน้ำปลา

4. นำสะตอใส่ลงไปผัดจนสุก ตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ


หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ก็ได้รู้ถึงสูตรผัดสะตอกุ้งรสเด็ดถึงใจกันแล้ว ที่สุดแสนจะทำง่ายและวัตถุดิบก็หาซื้อได้ง่ายอีกด้วย แล้วจะรออะไรกันอยู่ เย็นนี้จัดเป็นเมนูบนโต๊ะอาหารกันได้เลย

ที่มา...http://www.khaoza.net

http://www.share-si.com/2016/05/blog-post_15.html


รู้หรือไม่ !! การไหว้พระขอพร ห้ามขอใน 10 สิ่งต่อไปนี้ จะไม่ดีต่อตนเอง ไม่เป็นมงคล

1:15 AM 0
1.ไม่ขอ…ให้ไร้โรคภัย
ไม่มีทางเป็นไปได้ กายสังขารประกอบด้วยธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ อีกทั้ง หนี้บาปเวรกรรม จะให้ไร้โรคภัยเป็นไปไม่ได้ หากอาบน้ำมนต์ และสะเดาะเคราะห์ช่วยให้หายจากโรคภัย แล้วใยโรงพยาบาลจึงเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด





2. ไม่ขอ…ให้การงานราบรื่น
เป็นไปไม่ได้ ความคิดของคนเราไม่เหมือนกัน มากคนมากความ เราคิดอย่าง คนอื่นคิดอย่าง หากเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ยิ่งจะต้องเข้าใจว่า ไม่เจอ… “ปัญหา”… “ปัญญา…” จึงไม่บังเกิด”
3. ไม่ขอให้ใจสงบ
ใจอยู่กับเรา จะขอพระให้สงบได้อย่างไร? อยากให้ใจสงบต้องรู้”ปล่อยวาง” ด้วยตนเอง
4. ไม่ขอให้ตนเองได้ผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว
คนเราเกิดมาตามบุญทำกรรมแต่ง หากทุกคนขออย่างนี้แล้วพระก็ให้ มิใช่ว่าพระก็เลือกที่รักมักที่ชังดอกหรือ?
เบื้องบนทรงยุติธรรม ขอเพียงลงแรงลงใจทำ ผลเป็นอย่างไรจงน้อมยอมรับ
5. ไม่ขอให้ไร้มารผจญ
ผู้บำเพ็ญปฏิบัติ หากปราศจากมารทดสอบแล้ว จะสำเร็จ”พุทธะ” ได้อย่างไร?
ดังคำกล่าวที่ว่า “มารไม่มี บารมีไม่เกิด” เจอมารผจญครั้งหนึ่งก็เป็นการสร้างบารมีขั้นหนึ่ง
6. ไม่ขอให้ทุกสิ่งสมหวังดั่งใจ
คนบำเพ็ญ หากทำการใดก็ราบรื่นสมหวังดั่งใจ จะกลายเป็นอุปสรรคของ “การบำเพ็ญ” สมหวัง หรือ ผิดหวังทุกสิ่งอย่างมีเหตุต้นผลตาม
7. ไม่ขอชื่อเสียงลาภยศ
พระพุทธะพระโพธิสัตว์ล้วนละทิ้งชื่อเสียงลาภยศ ในเมื่อพระองค์เองยังไม่ทรงปรารถนา แล้วจะประทานสิ่งเหล่านี้ให้เราได้อย่างไร? คนที่ขอแล้วได้นั่น เป็นเพราะบุญเก่า แต่ชื่อเสียงลาภยศ ทำให้ผู้บำเพ็ญดี กับ ดีแตกก็มากมาย
8. ไม่ขอให้ใครทดแทนคุณ
ทำบุญแล้วหวังผลเป็นทางแห่งมิจฉา ทำบุญทำทานเพื่อทำนุบำรุงศาสนา เพื่อขจัดความตระหนี่ในจิตใจให้หมดไป เพื่อลบล้างหนี้บาปเวรกรรม
9. ไม่ขอให้เจอแต่ความยุติธรรม
พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “กัมมุนา วัตตติ โลโก สัตว์โลกทั้งหลายต้องเป็นไปตามกรรม” ถูกคนอื่นเอาเปรียบ ถูกคนอื่นใส่ร้าย ถูกคนอื่นรังแกฯ ก็เพราะเราคนทำกับเขาไว้ในอดีตชาติ ชาตินี้จึงต้องชดใช้คืนให้เขา
เจอความอยุติธรรมครั้งหนึ่ง ก็ชำระกันไปครั้งหนึ่ง เมื่อเผชิญกับความอยุติธรรม อย่าได้ปรักปรำโทษกล่าวหรือแช่งชักหักกระดูกฝ่ายตรงข้าม มิเช่นนั้น ก็จะผูกกันต่อไป ให้อโหสิกรรมต่อกัน กรรมส่วนนี้ย่อมคลายได้เอง
10. ไม่ขอให้ถูกหวยรวยแชร์
หากขอแล้วพระท่านให้ โลกนี้คงมีแต่คนร่ำรวย……
หากจะขอ จงขอให้ตน และผู้คนมีสติปัญญาในการแยกแยะถูกผิดดีชั่ว ขอให้มีความเมตตาต่อตนเอง และสรรพชีวิตอย่าได้เบียดเบียนต่อกันเลย ขอให้มีความหาญกล้าในการทำความดีเอาชนะจิตใจใฝ่ต่ำ ที่จะก่อกรรมชั่วให้ทั้งตนและผู้คนเดือดร้อน เช่นนี้จะดีกว่า

http://www.naarn.com/4292/


10 ลักษณะบ้านที่อยู่แล้ว มีแต่รวยกับรวย ! บ้านของคุณเป็นแบบนี้ไหม

12:54 AM 0
ลัษณะบ้านที่ดีตามหลักฮวงจุ้ยจะช่วยเสริมโชคลาภ และเสริมสิริมงคลแก่ดวงชะตาคนในบ้าน ช่วยให้อยู่ใปแล้วรุ่งเรืองร่ำรวยได้ วันนี้ ชี้ช่องรวย จึงนำลักษณะดังกล่าวมาฝากกันค่ะ




1. อยู่แล้วเฟื่องฟู

บ้านที่มีลักษณะเป็นตอนยาวลึก หรือเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าถือว่าเป็นฮวงจุ้ยที่ดีมาก เป็นบ้านแห่งความเป็นสิริมงคล ส่งเสริมให้ผู้ที่อยู่อาศัยคิดทำสิ่งใดก็ก้าวหน้า เฟื่องฟู มีแต่ความสุข ความอบอุ่น


2. ประตูเสริมโชค

บ้านที่มีประตูบ้านอยู่ทางซ้ายมือของตัวบ้าน ตามหลักฮวงจุ้ยเรียกว่า เป็นตำแนห่งมังกรเขียว ซึ่งเป็นลักษณะที่ดีมากของตำแหน่งประตูที่เปิดเข้า-ออกตลอดเวลา เพราะตำแหน่งที่ว่านี้ถ้าได้เคลื่อนไหวจะเสริมให้บ้านมีโชคลาภเข้ามา



3. ทางเดินเข้าบ้านเป็นพื้นราบต่อเนื่องเป็นปึกแผ่นเดียวกัน

ทำให้คนในบ้านมีความรักใคร่กลมเกลียวกัน



4. บันไดบ้านที่ดี

บันไดที่ดีของบ้านต้องมีจำนวนขั้นบันไดเป็นเลขคี่ถึงจะเป็นมงคล ตำแหน่งของบันไดบ้านที่ดี ควรจะอยู่ชิดที่ผนังด้านใดด้านหนึ่งของตัวบ้าน เพราะบันไดบ้านลักษณะดังกล่าวจะช่วยทำให้โชคลาภดี ส่งผลให้คนในบ้านมีความมั่งคั่งและเจริญก้าวหน้า



5. ทิศของบ้านเป็นมงคล

บ้านที่อยู่แล้วเป็นมงคลตามหลักฮวงจุ้ย คือบ้านที่ตั้งหันหน้ารับทางทิศใต้ซึ่งเป็นที่ว่าง เพราะจะมีกระแสลมที่ดีพัดพาแต่พลังอันเป็นมงคลเข้าสู่บ้าน ส่งผลทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยได้รับโชคลาภและอยู่อาศัยอย่างมีความสุข


6. ลักษณะบ้านทำเงินทำเลทอง

บ้านที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำ โดยที่ลักษณะของแม่น้ำนั้นโค้งโอบล้อมเข้าหาตัวบ้าน ถือได้ว่าเป็นฮวงจุ้ยที่ดีมากๆ ผู้ที่อยู่อาศัยจะได้รับพลังที่ดีคอยเกื้อหนุนอยู่ตลอด ทำให้พบแต่ความสุขและความสำเร็จรวมไปถึงความร่ำรวยมั่งคั่ง



7. บ้านที่อยู่แล้วมีความสมบูรณ์

ลักษณะของที่อยู่อาศัย ที่มีรูปทรงของด้านหลังกว้างกว่าด้านหน้า ตามหลักฮวงจุ้ย เรียกลักษณะนี้ว่ารูปทรงถุงทอง ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะที่ดี ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านแบบนี้จะได้รับโชคลาภ และพลังที่ดีคอยส่งเสริมอยู่เสมอทำให้มีแต่ความสุข ความสมบูรณ์ เกิดขึ้นในบ้าน



8. บ้านที่เขียวชอุ่ม อยู่แล้วเจริญรุ่งเรือง

บ้านที่มีความเขียวชอุ่มจากต้นไม้ที่ร่มรื่นรอบๆ บ้านถือว่าเป็นลักษณะที่ดีมากๆ เพราะตามหลักของฮวงจุ้ยนั้นถือ ว่าต้นไม้เป็นสัญลักษณ์ของความงอกงาม ความเจริญเติบโต ฉะนั้นบ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้ จึงได้รับพลังที่ดีคอยส่งเสริมให้มีแต่ความรุ่งเรือง ความก้าวหน้าอยู่เสมอ
9. สระน้ำมงคล

สระน้ำหน้าบ้านตามหลักฮวงจุ้ยถือว่าเป็นมงคลกับบ้านมากๆ เพราะสายน้ำจะช่วยส่งเสริมเรื่องความสมบูรณ์ร่ำรวยให้กับบ้าน และยังช่วยให้บ้านมีความสุขความร่มเย็นอีกด้วย



10. ปลูกต้นสนในบ้าน ช่วยเพิ่มชื่อเสียง

บ้านที่ปลูกต้นสนขนาบไว้ทางด้านซ้ายและขวาที่หน้าบ้าน จะช่วยเสริมให้บ้านเป็นมงคลขึ้น เพราะต้นสนตามหลักของฮวงจุ้ยนั้นจะสามารถเรียกพลังที่ดีเข้าสู่บ้านได้ ส่งเสริมให้บ้านมีโชคลาภ มีความรัก ความอบอุ่น และยังเสริมดวงการงานของคนในบ้านให้มีความสำเร็จมั่นคงพร้อมด้วยชื่อเสียง เงินทอง



ขอบคุณสาระดี ๆ จาก ชี้ช่องรวย
http://www.saraupdate.com/9334

10 ประโยชน์ของถั่ววอลนัท กินทุกวันลดคอเลสเตอรอลได้

11:26 PM 0
 อาหารลดคอเลสเตอรอล อีกชนิดที่ไม่ควรพลาด รู้ยังกินวอลนัททุกวันดีต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด

          คอเลสเตอรอลเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ควรมีในจำนวนมาก แต่ด้วยพฤติกรรมรับประทานอาหารตามใจปากอาจทำให้เราเผลอรับ



คอเลสเตอรอลเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่สูงเกินพอดีได้ ดังนั้นหลายคนจึงมองหาวิธีลดคอเลสเตอรอลในเลือดกันอยู่ ซึ่งจริง ๆ แล้วการลดคอเลสเตอรอลก็ไม่ได้ทำยากเกินความสามารถของเราหรอกค่ะ เพียงแค่กินถั่ววอลนัททุกวันก็ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้แล้ว แถมยังได้ประโยชน์อื่น ๆ จากถั่ววอลนัทตามนี้ติดไปด้วย


1. ลดคอเลสเตอรอล

          ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเผยว่า วอลนัทอุดมไปด้วยโฟเลท วิตามินอี และไขมันชนิดดี ที่แม้จะเป็นถั่วที่ให้แคลอรีค่อนข้างสูง แต่กลับไม่พบว่าวอลนัทเป็นส่วนเร่งน้ำหนักตัวให้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด 

          นอกจากนี้นักวิจัยจาก Yale University Prevention Research Center ก็ได้เผยข้อมูลการทดลองมาว่า กลุ่มอาสาสมัครที่รับประทานวอลนัทจำนวน 2 ออนซ์ หรือประมาณ 56 กรัม เป็นประจำทุกวันในระยะเวลานาน 6 เดือน จะมีระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะไม่ได้คุมอาหารอื่น ๆ ร่วมด้วยเลยก็ตาม 

          ดังนั้นนักวิจัยจึงการันตีว่าวอลนัทสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้จริง และจะดีมากหากรับประทานวอลนัทประมาณ 1 กำมือต่อวัน

2. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

          วอลนัทเป็นพืชตระกูลถั่วที่อุดมไปด้วยโปรตีน มีไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งนอกจากจะช่วยลดระดับของคอเรสเตอรอลแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ สอดคล้องกับงานวิจัยที่ระบุว่าวอลนัทเป็นพืชตระกูลถั่วที่มีประโยชน์มากสำหรับหัวใจ อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยปกป้องเยื่อบุหลอดเลือดแดงที่อาจเกิดการอุดตันจนทำให้หัวใจวายได้อีกต่างหาก

 3. ช่วยลดน้ำหนัก

          วอลนัทปริมาณ 1 ออนซ์ หรือราว ๆ 28 กรัม มีปริมาณไฟเบอร์อยู่ 2 กรัม โปรตีน 4 กรัม และกรดไขมันโอเมก้า 3 2.5 กรัม จึงนับว่าเป็นอาหารที่ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องได้ โดยเฉพาะคนที่กำลังควบคุมอาหาร การรับประทานวอลนัทสัก 1 กำมือต่อวันจะช่วยให้คุณคอนโทรลแคลอรีของอาหารที่จะกินเข้าไปได้ดียิ่งขึ้น

4. ลดความเสี่ยงโรคอ้วนลงพุง

          สารต้านอนุมูลอิสระและคุณสมบัติต้านการอักเสบในวอลนัทเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยต่อต้านความเสี่ยงโรคอ้วนลงพุงได้ อีกทั้งโปรตีนและไฟเบอร์ในวอลนัทยังจะช่วยให้เรารู้สึกอิ่มท้อง เอื้อให้คุมอาหารได้ดีขึ้น

5. ป้องกันโรคเบาหวาน

          ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงใน Journal of Nutrition เผยว่า อาสาสมัครที่รับประทานวอลนัทปริมาณ 28 กรัม เป็นเวลา 2 ครั้งต่อสัปดาห์ มีแนวโน้มลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ราว24% เลยล่ะ 


6. ป้องกันความจำเสื่อม

          ดร.Abha Chauhan และคณะจาก New York State Institute ได้ทดลองให้หนูกินวอลนัทเป็นประจำและพบว่า วิตามินอีและฟลาโวนอยด์ในวอลนัทมีส่วนช่วยทำลายอนุมูลอิสระและเคมีร้ายบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับโรคสมองเสื่อม ทำให้หนูทดลองที่มีภาวะสมองเสื่อมมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

7. ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

          นักวิจัยจาก Marshall University พบว่า หากรับประทานวอลนัทเป็นประจำทุกวัน ในปริมาณไม่ต่ำกว่า 56 กรัม จะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมได้ โดยอ้างจากการทดลองที่ให้หนูกินวอลนัททุกวัน ซึ่งผลปรากฏว่า หนูทดลองมีแนวโน้มเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมลดลง และมีจำนวนเนื้องอกลดจำนวนลง อีกทั้งหนูที่ถูกวินิจฉัยว่ามีเนื้องอกอยู่ในตัว เนื้องอกเหล่านั้นก็มีขนาดเล็กลงด้วย

8. ลดความเครียด

          วอลนัทมีสรรพคุณเด็ดดวงตรงที่ช่วยลดความตึงเครียดได้ เพราะทั้งไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระ กรดไขมันไม่อิ่มตัว โอเมก้า 3 และอัลฟา-ลิโนลินิค ที่มีอยู่ในวอลนัท เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยลดระดับความดันโลหิต แถมยังช่วยคงระดับความดันโลหิตให้อยู่ในภาวะสมดุลอีกต่างหาก

9. แก้ปัญหานอนไม่หลับ

          รู้ยังว่าวอลนัทมีเมลาโทนินอยู่ด้วยนะ และเมลาโทนินก็เป็นตัวที่คอยควบคุมนาฬิกาชีวิตของเรา ช่วยให้เรานอนหลับและตื่นได้ตามเวลาปกติ ไม่เกิดอาการนอนไม่หลับ นอนไม่พอ ดังนั้นหากจะบอกว่าวอลนัทเป็นอาหารที่ช่วยให้นอนหลับสบายก็คงไม่ผิดนัก 

10. บำรุงเชื้ออสุจิให้แข็งแรง

          ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเผยให้ทราบว่า การรับประทานวอลนัททำให้เชื้ออสุจิของผู้ชายแข็งแรงขึ้นได้จริง ๆ โดยอ้างอิงจากการสำรวจที่แบ่งผู้ชาย 2 ออกเป็นกลุ่มด้วยกัน ซึ่งผู้ชายกลุ่มแรกจะต้องรับประทานวอลนัททุกวันติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งนั้นไม่ให้รับประทานวอลนัทหรือถั่วชนิดอื่น ๆ เลย ผลปรากฏว่า เชื้ออสุจิของผู้ชายกลุ่มแรกมีความสมบูรณ์และแข็งแรงมากกว่าเชื้ออสุจิของผู้ชายกลุ่มที่สองอย่างเห็นได้ชัด

          ใครที่ไม่ไหวกับการกินกระเทียมเพื่อให้ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลองรับประทานวอลนัทดูบ้างก็ได้นะคะ และพยายามหมั่นออกกำลังกายช่วยด้วยอีกทาง คราวนี้สุขภาพดี ๆ ที่ไม่มีคอเลสเตอรอลในเลือดเกินก็คงอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Harvard University
whfoods
thehealthsite
http://health.kapook.com/view148070.html

ใครคิดแต่งงานก่อนอายุ 25 ต้องอ่าน!

10:38 PM 0




ใครคิดแต่งงานก่อนอายุ 25 ต้องอ่าน!


หากคุณเจอเนื้อคู่ที่ดี แฟนที่ดี นับเป็นเรื่องที่ดีมากๆครับ แต่ในช่วงอายุ 20 ปี ถือเป็นช่วงเวลา “ค้นหาตัวเอง” การแต่งงานอาจจะเร็วไปหากคุณยังไม่เคยได้ลองค้นหาตัวเองหรือลองทำอะไรแบบนี้สักครั้ง ที่สำคัญลองใช้เวลาเหล่านี้ด้วยกันเพื่อให้เขายอมรับในสิ่งที่คุณเป็น


1.อย่าเพิ่งเสียเวลากับความรักจนเสียการเรียน (อนาคตเป็นของเราอย่าเพิ่งให้ผู้ชายเข้ามาตัดสินในช่วงนี้)

2.“เค้ารักตัวเอง” ผู้ชายคนแรกที่บอกรักเรา อาจไม่ได้หมายความแบบนั้นจริงๆ

3.พึ่งพาตัวเองให้ได้ระดับหนึ่ง กล้าคิดกล้าตัดสินใจ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง

4.ใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์เล่นกับความรู้สึกของคนอื่น แต่ในช่วงอายุ 20 ต้นๆบอกเลยว่า สมองส่วนที่ใช้เหตุผลยังไม่พัฒนาเต็มที่

5.เรายังมีโอกาสเลือกเจ้าชายได้อีกหลายคน (แต่ถ้าคิดว่าคนนี้ใช่แล้ว จะใช้เวลากับเค้าให้มากขึ้นอีกนิดคงไม่เป็นไรใช่มั้ยครับ)

6.เรียนรู้ว่าเราเปลี่ยนใครไม่ได้ มันคงไม่แฟร์ที่ต้องให้เค้าเปลี่ยนตัวเองตามความต้องการของเรา

7.(ต่อจากข้อ 6) ในเมื่อเรายังมีเวลา ลองเป็นตัวของตัวเองใส่กันดูก็ดีนะ

8.ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนบ้าง

9.ทุ่มเทให้กับตัวเอง ทำสิ่งที่ตัวเองรักอย่างเต็มที่

10.รอให้เขาเป็นผู้ใหญ่พอ เพราะสภาวะความฉลาดทางอารมณ์ของผู้ชายช้ากว่าผู้หญิง 5-7 ปี

11.อิสระทางการเงิน หาความมั่นคงทางการเงินของตัวเองก่อนแต่งงานกับใครสักคน

12.เรียนทำอาหาร รู้ๆกันอยู่เสน่ห์ปลายจวัก

13.เชื่อในคำว่า “อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด”

14.ให้เวลากับครอบครัวเพราะคนที่จะคอยซัพพอร์ตคุณทุกเวลาคือพ่อแม่พี่น้องของเรา เมื่อมีครอบครัวคุณอาจไม่มีเวลาให้พวกเค้ามากนัก

15.รอความรู้สึกนั้น ความรู้สึกพิเศษสุดๆที่อยากให้ใครสักคน

ที่สำคัญมันต้องแตกต่างจากคนอื่นจริงๆ


ขอขอบคุณสำหรับเนื้อหาจาก : สรุปเทรนดี้
http://www.share-si.com/2016/03/25.html

แบ่งปันแล้วได้บุญ! น้ำใบมะละกอสด สมุนไพรข้างรั้วที่รักษาไข้เลือดออกได้

12:31 AM 0
แบ่งปันแล้วได้บุญ! น้ำใบมะละกอสด สมุนไพรข้างรั้วที่รักษาไข้เลือดออกได้



นพ.สมยศ กิตติมั่นคง หัวหน้ากลุ่มพัฒนาการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ ว่า มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการรักษาโรคไข้เลือดออกแนวใหม่ ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้


โดยจากการศึกษาข้อมูลซึ่งไปเจอโดยบังเอิญ พบว่า สามารถใช้ใบมะละกอสดมาคั้นน้ำดื่มควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบัน จะทำให้เกล็ดเลือดของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นได้ภายใน 24-48 ชม.ช่วยลดอัตราการตายลงได้ ยังงงว่าประเทศไทยไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ ทั้งที่ใบมะละกอบ้านเรามีเยอะแยะ อีกทั้งช่วงนี้มีคนเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกจำนวนมาก

นพ.สมยศ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวยังไม่เคยทดลองใช้ใบมะละกอกับผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก แต่มีงานวิจัยรองรับในหลายประเทศ มีการทดลองในคนไข้แล้วได้ผล เช่น ประเทศอินเดีย ปากีสถาน มาเลเซีย นอกจากนี้ยังมีการจดสิทธิบัตรน้ำใบมะละกอในต่างประเทศด้วย ไม่ได้ใช้เฉพาะผู้ป่วยเกล็ดเลือดต่ำจากไข้เลือดออกเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ในกรณีอื่นด้วย

นพ.สมยศ กล่าวว่า ผู้ป่วยไข้เลือดออก เกล็ดเลือดจะต่ำลงเรื่อย ๆ เนื่องจากมีภาวะเลือดออก และอาจทำให้เสียชีวิตได้ แต่การดื่มน้ำใบมะละกอวันละ 30 ซีซี. ติดต่อกัน 3 วัน ระดับเกล็ดเลือดที่ต่ำจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เมื่อถามว่า ได้นำเสนอให้ผู้ใหญ่และผู้เกี่ยวข้องในกระทรวงสาธารณสุขได้รับทราบหรือยัง

นพ.สมยศ กล่าวว่า ยังแต่ได้เผยแพร่ใน WWW.ล้างพิษตับ.com เฟซบุ้กส่วนตัว ใส่ชื่อตนและเบอร์โทรศัพท์พร้อมให้ข้อมูลเรื่องนี้เพราะมีการรวบรวมงานวิจัยในเรื่องนี้เอาไว้หลายแห่ง อย่างไรก็ตามเริ่มพูดคุยกับ รพ.บางแห่งแล้ว

Preparation of Papaya leaf juice for curing dengue fever



“สำหรับขั้นตอนการรักษาโรคไข้เลือดออกด้วยใบมะละกอสด คือ ใช้ใบมะละกอสดพันธุ์ใดก็ได้ประมาณ 50 กรัมจากต้นมะละกอ จากนั้นล้างให้สะอาด และทำการบดให้ละเอียด ไม่ต้องเติมน้ำ กรองเอากากออก ดื่มน้ำใบมะละกอสด แยกกาก วันละ ครึ่งแก้ว หรือ 30 ซีซี ติดต่อกัน 3 วัน วิธีนี้มีการวิจัยมาแล้วว่าไม่เป็นอันตราย” 





นพ.สมยศ กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าสารสำคัญตัวใดในใบมะละกอที่สามารถช่วยเพิ่มระดับเกล็ด เลือด รู้แต่ว่ากินแล้วได้ผล และทดลองในคนได้ผล ดังนั้นเมื่อกินแล้วไม่มีผลเสีย หรืออันตราย ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษา เพราะปกติผู้ป่วยไข้เลือดออกก็รักษาไปตามอาการอยู่แล้ว 

ทั้งนี้ได้พูดคุยกับ รพ.บางแห่งแล้วให้ลองนำไปใช้ดู และได้แจ้งเรื่องนี้ให้เจ้าหน้าที่ป้องกันและควบคุมโรคไปดูแล้ว “ที่ออกมาพูดในเรื่องนี้ไม่ใช่ต้องการให้ผู้ป่วยไข้เลือดออกนอนดื่มน้ำใบ มะละกออยู่บ้าน แล้วไม่ไป รพ. ดังนั้นผู้ป่วยต้องไป รพ. เพราะการวิจัยนี้ทำ รพ.ควบคู่กับการรักษาพยาบาลแผนปัจจุบัน เมื่อเจาะเลือดมาดูพบว่าระดับเกล็ดเลือดเพิ่มขึ้น โดยการวิจัยมีการเปรียบเทียบกัน 2 กลุ่มแล้วคือกลุ่มที่ควบคุมและไม่ควบคุมในการดื่มน้ำใบมะละกอ ”นพ.สมยศ กล่าว.

ใบมะละกอกับการรักษาโรค

ใบมะละกอ” เป็นน้ำที่สกัดจากใบของต้นมะละกอ และเราทุกคนตระหนักถึงประโยชน์ต่อสุขภาพของการกินมะละกอ แต่เมื่อเร็วๆนี้สารสกัดจากใบมะละกอได้รับความนิยมเนื่องจากการค้นพบ คุณสมบัติของสมุนไพรและมันสามารถช่วยบรรเทาโรคร้ายแรง เช่น โรคไข้เลือดออก และโรคมะเร็งได้

ด้วยการเพิ่มขึ้นของการเกิดโรคไข้เลือดออก ได้มีความต้องการเพิ่มขึ้นสำหรับการรักษาด้วยน้ำใบมะละกอ ด้วยขั้นตอนที่ง่ายและราคาถูก จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ไม่เพียงแต่จะได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับอาการของ โรคไข้เลือดออกได้ แต่ยังสามารถรักษาโรคได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติต้านโรคมะเร็งรวมทั้งมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้านอื่นๆ

วิธีทำน้ำใบมะละกอ

เนื่องจากว่าน้ำใบมะละกอมีรสชาติค่อนข้างขม เราสามารถผสมกับน้ำผลไม้อื่นๆเพื่อลดความขมได้ และขั้นตอนการทำน้ำใบมะละกอที่บ้านตามขั้นตอนดังนี้ ; นำใบมะละกอขนาดต่างๆมาล้างให้สะอาด ปล่อยให้สะเด็ดน้ำ หั่นให้มีขนาดเล็กแล้วนำไปต้ม 

โดยใช้น้ำ 2 ลิตรทต้มไปเรื่อยๆโดยที่ไม่ต้องปิดฝาหม้อ จนน้ำลดลงเหลือครึ่งหม้อ แล้วกรองเอากากออกจนเหลือแค่น้ำใบมะละกอ เก็บไว้ในตู้เย็นได้ 3-4 วัน แนะนำว่าควรจะดื่มเลยจะดีที่สุดไว้ควรดื่มหากเก็บไว้จนขึ้นฝ้าแล้ว

อีกวิธีหนึ่งคือ การคั้นน้ำใบมะละกอโดยการแยกกากออกจนเหลือแต่น้ำ แม้ว่าน้ำของใบมะละกอจะมีประโยชน์อย่างมาก แต่ก็มีข้อห้ามสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะอาจทำให้เกิดอาการแท้ง นอกจากนี้ก็ไม่ควรที่จะบริโภคร่วมกับยาเกี่ยวกับไทรอยด์และโค เอ็นไซด์ Q10

ประโยชน์ของน้ำใบมะละกอที่มีต่อสุขภาพ

ตามที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้ น้ำใบมะละกอ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาโรคไข้เลือดออก และมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่นๆดังนี้ ; 1. โรคไข้เลือดออกเป็นโรคร้ายแรงที่เกิดจากไวรัสไข้เลือดออก โดยยุงลาย โรคนี้อาจถึงแก่ชีวิตได้ตลอดเวลา อาการของโรค เช่น ไข้ขึ้นสูง ปวดศรีษะ ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง ปวดตามข้อ มีผื่นสีแดงบนร่างกาย ก่อให้เกิดอาการคัน และ ปริมาณของเกล็ดเลือดลดลง จนถึงขณะนี้ยังไม่มียาเฉพาะเจาะจงสำหรับโรคนี้ ยาแอสไพรินและไอบูโปรเฟน มีผลข้างเคียงในตัวมันเอง น้ำใบมะละกอเป็นวิธีรักษาตามธรรมชาติที่ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และหลายกรณีศึกษาได้แสดงให้เห็นว่า น้ำใบมะละกอ มีเอนไซม์ ไชโมปาเปน และ ปาเปน ที่ช่วยเพิ่มเกล็ดเลือด หรือที่เรียกว่า เกล็ดเลือด และยังบรรเทาอาการของโรค บริษัทผลิตยาได้เตรียมการผลิตสารสกัดจากใบมะละกอ ในรูปแบบของแคปซูล และสูตรแบบเหลว สำหรับให้ได้ผลที่รวดเร็ว แพทย์แนะนำให้ดื่มน้ำใบมะละกอ 20-25มล.วันละสองครั้ง ใน 1อาทิตย์

2. ใบมะละกอมีคุณสมบัติป้องกันโรคมาลาเรียได้เป็นอย่างดี ในบางประเทศใช้น้ำใบมะละกอในการป้องกันและรักษาโรคมาลาเรีย

3. คุณสมบัติต้านมะเร็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมะละกอมีความเข้มข้นในสารสกัดจากใบ ตามการวิจัยที่จัดทำโดยวารสาร enthnopharmacology พบว่าน้ำในใบมะละกอมีเอนไซม์บางอย่างที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านโรคมะเร็ง ได้อย่างน่าทึ่ง และเนื้องอกชนิดต่างๆ ที่มีผลต่อร่างกาย เช่น มะเร็งลำคอ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งตับอ่อน ปราศจากสารพิษต่อร่างกาย, ในบางประเทศใช้น้ำใบมะระกอเป็นตัวทำเคมีบำบัด โดยการควบคุม ที-เซลล์ และสารสกัดจากใบมะละกอยังเพิ่มการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันโรคมะเร็ง

4. ใบมะระกอมีสารอาหารที่สำคัญ เช่น วิตามิน A, B1, C และ E แคลอรี่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และน้ำใบมีเอนไซม์ ที่สำคัญเรียกว่า ปาเปน ที่ช่วยย่อยอาหารโดยการสลายโปรตีนธรรมชาติ
5. น้ำใบมะละกอ มี สารออกฤทธิ์มากว่า 50 ส่วนผสม รวมทั้งสาร karpain ที่ยับยั้งจุลินทรีย์ อาทิ เชื้อรา หนอนปรสิต แบคทีเรีย เช่นเดียวกันกับรูปแบบของเซลล์มะเร็ง มักจะใช้ยาสมุนไพรเพื่อขับพยาธิ เนื่องจากทีแทนนินที่ปกป้องลำไส้จากการติดเชื้อจากากรฟอกโปรตีนในเยื่อบุของ ผนังลำไส้ ด้วยวิธีนี้ พยาธิไม่สามารถแนบตัวเอง ดังนั้นจึงมีประสิทธิภาพในการยับยั้งสาเหตุของไข้ไทฟอยด์

6. อีกประโยชน์ที่น่าตื่นใจของน้ำใบมะละกอ คือความสามารถในการต่อสู้กับการติดเชื้อไวรัสไข้หวัด มันเป็นวิธีธรรมชาติในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด ใบมะละกอมีมากกว่า 50 ส่วนผสมรวมถึงวิตามิน A,C และ E ที่เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

7. ใบมะละกอสดต้มกับส้มสไลด์บางๆช่วยในการเผาผลาญไขมัน เพราะน้ำมะละกอเป็นตัวที่ช่วยลดได้ดีที่สุด

8. น้ำใบมะละกอมีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ในกรณีนี้ ; ใบมะละกอ 1ใบ ,มะขาม และเกลือ ผสมเข้ากันกับน้ำ แล้วนำไปต้ม, แล้วดื่มหลังจากที่เย็นแล้ว เพื่อบรรเทาอาการปวด

ผิว – กับประโยชน์จากใบมะละกอ

ผลไม้มะละกอ มีประโยชน์อย่างมากกับผิว จะเห็นได้จากการนำไปพอกหน้า เพื่อช่วยให้ผิวสดใส เปล่งปลั่ง นอกจากผลแล้ว ใบมะละกอยังมีประโยชน์ต่อผิวเช่นกัน

9. น้ำใบมะละกออุดมไปด้วยวิตามิน A และ C เมื่อเทียบกับผลมะละกอ และช่วยส่งเสริมสุขภาพของผิว

10. น้ำใบมะละกอทำหน้าที่เหมือนการล้างผิว สามารถนำมาประกอบกับสาร karpain ที่ยับยั้งจุลินทรีย์และสารพิษอื่นๆ จึงทำให้คุณมีผิวที่สะอาด ปกป้องปัญหาผิวที่จะเกิดขึ้น เช่น สิว ฝ้า และกระเป็นต้น

11. น้ำใบมะละกอ มีประสิทธิภาพในการรักษาแผลเปื่อย กลาก เกลื้อน คุณสามารถ ทาที่มีอาการได้เลย

12 . นำใบมะละกอสด สามารถรักษาแผลและฝี

13. น้ำจากยางใบมะละกอ สามารถทาผิวหนังที่แข็งให้อ่อนนุ่มลง และทาหูดที่เท้าได้

ผม- กับประโยชน์จากใบมะละกอ

เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของวิตามิน เกลือแร่ และเอนไซม์ สารสกัดจากใบมะละกอ ใช้ทำแชมพูและครีมนวด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเส้นผมให้แข็งแรง เพิ่มเส้นผมสำหรับคนที่มีผมน้อย , ผมบาง และรังแค เป็นต้น น้ำใบมะละกอมีประโยชน์ต่อผมดังนี้;

14. น้ำใบมะละกอมักจะถูกใช้ในการทำสูตรการดูแลเส้นผม เช่น แชมพู และครีมนวดผม ทำให้เส้นผมแข็งแรง และครีมนวดผมยังผสมกับส่วนผสมอื่นๆ เช่น มะพร้าวและน้ำผึ้ง เพื่อเพิ่มเส้นผม ให้เงางาม และนุ่มขึ้น

15. สารสกัดจากใบมะละกอถูกนำมาใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นส่วนผสมในแชมพูขจัดรังแค หมายถึง การควบคุมและป้องกันสะเก็ดรังแค เพราะสารจาก Karpain มีประสิทธิภาพในการขจัดสิ่งสกปรกและน้ำมันรวมทั้งสารเคมีที่สร้างขึ้นมาจาก ผมโดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆทั้งสิ้น 

http://www.share-si.com